ถอดรหัส ‘คาร์ม็อบ’ สะสม ‘กำลัง’ สู่การ ‘เปลี่ยนแปลง’

ถอดรหัส ‘คาร์ม็อบ’ สะสม ‘กำลัง’ สู่การ ‘เปลี่ยนแปลง’

นับเป็นปรากฏการณ์น่าสนใจยิ่ง สำหรับ ‘คาร์ม็อบ’ นัดบีบแตร เปิดไฟ ใส่แฮชแท็ก #ไล่ประยุทธ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา แม้ไม่ใช่นัดหมายครั้งแรก เพราะม็อบ ‘สมบัติทัวร์’ โดย สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เคยจัดมาแล้วก่อนหน้านี้ ทว่า ‘ม็อบ 1 สิงหา’ ไม่เพียงเกิดความเคลื่อนไหวในหลายจุดใหญ่ไม่ต่ำกว่า 3 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ก่อนเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่ถนนวิภาวดี-รังสิต อันเป็นจุดมุ่งหมาย

หากแต่ในส่วนภูมิภาค เกิดคาร์ม็อบทั่วไทย ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตะวันออกถึงตะวันตก รวมกว่า 40 จุด
นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุการณ์หลังประกาศยุติชุมนุมในกรุงเทพฯ เมื่อ 16.30 น. โดยมีการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ กว่าจะแยกย้ายสลายตัวอย่างแท้จริงก็ตกราว 4 ทุ่มเศษ

นอกจากภาพการสลายชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา ฉีดน้ำ และใช้กระสุนยางแล้ว ยังปรากฏภาพตำรวจนำปืนจ่อศีรษะผู้ขี่จักรยานยนต์ นำมาซึ่งการตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงของสังคม ก่อนที่ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง
ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) จะยืนยันว่า ‘แค่เตือนและไม่เกินกว่าเหตุ’

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการจับกุมสมาชิกกลุ่ม ‘ทะลุฟ้า’ ไปยัง บก.ตชด.ภาค 1 เกิดอีกม็อบตามมาในวันรุ่งขึ้น สาดสีแดงฉานหน้าแถวกองกำลังควบคุมฝูงชน

เป็นเหตุการณ์ที่ต้องย้อนไปถอดรหัส ก่อนม็อบครั้งต่อไปของกลุ่ม ‘เยาวชนปลดแอก’ ในวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคมนี้ รวมถึงคาร์ม็อบ ‘สลิ่มกลับใจ’ ของ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือไฮโซลูกนัท ในย่านสุขุมวิท-ทองหล่อ ซึ่งต้องรอดูสถานการณ์กันต่อไป

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา มองว่า คาร์ม็อบ 1 สิงหา มาจาก 2 ส่วน ส่วนแรกคือกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ที่มาก่อนไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม นปช. กลุ่มราษฎร เยาวชนต่างๆ

ส่วนที่ 2 คือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดซึ่งเยอะมาก ทั้งในทางเศรษฐกิจ วัคซีน ความเหลื่อมล้ำในเรื่องการเข้าถึงการรักษาพยาบาล จึงทำให้ม็อบ 1 สิงหา เกิดเป็นขบวนการที่ใหญ่ขึ้นอีก
‘เมื่อดูจากมิติทางการเมือง เชื่อมมาถึงความล้มเหลวในการบริหารสถานการณ์โควิด ก็ทำให้มวลชนมากยิ่งขึ้น และมีความเคียดแค้นต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความล้มเหลว ความไม่จริงใจในการให้ข้อมูลกับประชาชน’

ส่วนประเด็นการปะทะหลังประกาศยุติชุมนุม รศ.ดร.โอฬารมองว่า ในการจัดการม็อบของฝ่ายตำรวจ ไม่ว่าจะอ้างว่าเป็นการจัดการแบบอารยะก็ตาม แต่การเอาปืนจี้หัว ไม่ใช่วิธีที่สมควรทำ ไม่ว่ากดดันอย่างไร

ม็อบที่มีข้อเสนอทางการเมืองที่ทะลุเพดาน ต้องตั้งหลักให้ดี เพราะการชุมนุม 1 สิงหา มาจากหลายกลุ่ม ซึ่งมีเป้าประสงค์ทางการเมืองที่ต่างกัน แต่มีจุดร่วมอย่างหนึ่งคือต้องการให้พลเอกประยุทธ์ลาออก ยุทธศาสตร์ที่ร่วมกัน แต่มีความต่าง จะสงวนความต่างนี้ได้อย่างไร จะสร้างความสมดุลได้อย่างไร เพราะอาจเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม

หลังจากนี้ ถ้ามีการวางยุทธศาสตร์ดีๆ ที่สามารถจัดการชุมนุมในลักษณะที่สังคมยอมรับได้ เช่นทำอย่างไรที่จะไม่นำไปสู่ความรุนแรง เพราะไม่ว่าจะมาจากทางฝั่งผู้ชุมนุม หรือภาครัฐ ก็ทำให้ภาพลักษณ์ถูกตั้งคำถาม การชุมนุมครั้งต่อไป ถ้าม็อบ 7 สิงหา ของเยาวชนปลดแอก และม็อบ 8 สิงหา ของกลุ่มไฮโซ กปปส.กลับใจ ถอดบทเรียนจากคาร์ม็อบ 1 สิงหา

โดยใช้ฐานมวลชนที่ไม่พอใจรัฐบาล จากการแก้วิกฤตโควิด กับเครือข่ายต่างๆ ที่ไม่พอใจการสืบทอดอำนาจเผด็จการ คสช.มาจัดการชุมนุม พลังจะมากขึ้น ใช้ทั้งคาร์ม็อบ และม็อบที่ไม่ว่าจะมีรถหรือไม่ รวมถึงช่องทางอื่นเพื่อสะท้อนไปถึงรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการตีหม้อ เคาะระฆัง หรืออะไรก็ตาม การชุมนุมจะน่าสนใจมากขึ้น
นักรัฐศาสตร์ท่านนี้ยังชี้ ‘จุดอ่อน’ ของคาร์ม็อบ 1 สิงหา ด้วยว่าขาดคนควบคุมกำกับ และเป็นเช่นนี้หลายครั้งแล้ว แม้ประกาศยุติ แต่มีเหตุการณ์ต่อเนื่อง นอกจากนี้ แกนนำต้อง ‘คิดต่อ’ ไปไกลกว่านั้น

“แกนนำต้องคิดต่อได้แล้ว เพราะหลังข้อเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ลาออก จะเอาอย่างไรต่อ จะยุบสภา หรือให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีตามบัญชีรายชื่อ หรือให้เอาคนนอก ต้องมีช่องทางให้สังคมได้พิจารณาถ้าไม่คิดต่อก็อันตราย หากไม่วางยุทธศาสตร์ต่อ พลเอกประยุทธ์อาจจะลาออกก็จริง

แต่บัญชีรายชื่อ ความได้เปรียบอยู่ที่ซีกรัฐบาล หรือถ้ายุบสภาแล้วเลือกตั้ง จะเป็นการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งมี ส.ว.อยู่ และอย่าลืมว่าตอนนี้พรรคพลังประชารัฐทำงานการเมืองเยอะมาก โดยเฉพาะการเข้าไปดึงบรรดานักเลือกตั้งประจำจังหวัด ต่อให้พลเอกประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกฯ แต่อาจเป็นพลเอกอื่น ภูมิทัศน์ทางการเมืองไม่เปลี่ยน กลับยิ่งทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมมากขึ้น” รศ.ดร.โอฬารกล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนไปถึงจุดนั้น ย้อนไปที่ความอลหม่านในคาร์ม็อบ 1 สิงหา บก.ลายจุดก็ถอดรหัสตัวเอง ผ่านรายการ The Politics ข่าวบ้านการเมือง ของมติชนทีวี โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘พลาด’ และมีข้อจำกัด ด้านการสื่อสาร

ส่วนเหตุการณ์ปะทะที่สามเหลี่ยมดินแเดง ก็เกินความคาดหมาย และเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการออกแบบม็อบครั้งหน้า ที่ต้องการันตีได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

‘มีการจัดการที่ยุ่งยาก เพราะไม่ได้ตั้งขบวนก่อน แต่เป็นการขับวนซึ่งมีข้อจำกัดที่ระบบการสื่อสารผ่านคลับเฮาส์ซึ่งผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้’

บก.ลายจุดระบุด้วยว่า การจัดทุกครั้ง คือการสื่อสารออกไปยังสาธารณะและเชิญชวนให้กลับเข้ามา ผมต้องการสะสมขนาดของขบวนที่ใหญ่ เพื่อนำไปสู่การสร้างแรงกดดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

นี่อาจจะเป็นภาพที่ใหญ่ที่สุดในปี 64 แต่ไม่ถึงขนาดกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออก หรือพรรคร่วมรัฐบาลมองเห็นว่านี่เป็นฉันทามติมหาชน ต้องอาศัยภาพที่ใหญ่มากๆ ที่เกิดจากการสะสมกำลังไปเรื่อยๆ ต้องใช้เวลาอีก 2 หรือ 3 ครั้ง จนไปถึงภาพที่ว่า ทั้งเมือง ซึ่งเงื่อนไขยังไม่ได้ หากเงื่อนไขได้ ใช้เวลา 3 วัน
ประกาศทุกอย่างพร้อม แล้วจะบึ้ม!

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon