จังหวะก้าวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในการออกมาปฏิเสธกรณีที่ มีการระบุผ่านสำนักข่าวบางสำนักข่าวว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เป็นจังหวะก้าวที่น่าจับตาติดตาม
ต้องยอมรับว่าจังหวะก้าวเช่นนี้ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดำเนินไปตามหลักการทางด้านการตลาดที่ว่าเป็น ”การรี-แบรนด์”
ยิ่งหากมองในทางการเมืองยิ่งมากด้วยความแหลมคม เพราะมี ความเชื่อในหมู่นักการทหารตั้งแต่ยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กระทั่งยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มาแล้วว่า
ในสังคมไทย ใครที่ประกาศจะเป็น ”นายกรัฐมนตรี” ก็มักจะไม่ได้เป็น ต้องไม่ประกาศในแบบ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือในแบบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงจะได้เป็น
บนหลักการและความเชื่อในทางความคิดและในทางการเมือง เช่นนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จึงจำเป็นต้องดำเนิน ”รี-แบรนด์”
เป้าหมายสำคัญก็คือ การสร้าง ”ภาพลักษณ์” ใหม่ทางการเมือง
ไม่เพียงแต่ให้เกิดความเชื่อที่ว่า “ใจถึง พึ่งได้” หากที่สำคัญเป็น อย่างมากคือ ไม่ก่อให้เกิดความหวาดระแวง คลางแคลงใจ
ระยะนับแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา ชุมชนทางการเมืองจึงเริ่มรับรู้ในภาพลักษณ์ใหม่ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ภายหลังจากการเข้า ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ
หมุดหมายทางการเมืองมิได้อยู่ที่ ”นายกรัฐมนตรี” หากแต่อยู่ที่ตำแหน่ง ”เส้นเลือดใหญ่” ไปหล่อเลี้ยง ”หัวใจ” ให้โลดเต้น
เมื่อเกิดข้อถกเถียงในปมว่าด้วย ”เรือดำน้ำ” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็ประกาศเห็นด้วยกับการถอยของกองทัพเรือ กับการถอยของ กระทรวงกลาโหม
เมื่อมีการตั้งข้อสงสัยต่อการออกมา ”คอลเอ๊าต์” ของบรรดาดาราและนักร้องคนรุ่นใหม่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่ต่อต้าน
ตรงกันข้าม ให้มองบทบาทเหล่านั้นอย่างจำแนกแยกแยะ
ท่วงทำนองของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จึงเป็นท่วงทำนองในแบบที่เมื่อได้รับมอบหมายให้ไปดูเรื่องจะนะ ให้ไปดูเรื่องบางกลอย นั่นก็คือมีความเอนเอียงไปทางชาวบ้านเป็นอย่างสูง
นี่ย่อมเป็นบทบาทในการสร้างภาพลักษณ์และ ”รี-แบรนด์”
ก่อให้เกิดโฉมใหม่ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่แนบแน่นอยู่กับประชาชน ห่างไกลจากคำประกาศกึกก้อง ”มันคือแป้ง”
หมุดหมายนี้จะสัมฤทธิ์หรือไม่ กาลเวลาจะเป็นคำตอบ

