“มีแต่คนวิกลจริตเท่านั้น ที่จะทำสิ่งเดิมซ้ำๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง” อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ให้มุมคิดไว้ชัดเจน ไม่ต้องขยายความเพิ่ม
ความจริงไม่ได้อยากแตะแรงขนาดนั้น แต่บางทีอาจถึงเวลาที่ทางการต้องมาย้อนวิธีคิด ปรับแนวทาง การรับมือกับการแพร่ระบาดโควิด-19
ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ประกาศล็อกดาวน์จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) กำหนดช่วงเวลาห้ามออกจากบ้านหรือเคอร์ฟิวลดการเคลื่อนย้ายผู้คน ประกาศจำกัดเวลากิจกรรมกิจการบางประเภท
รอบแรก 10 จังหวัด กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สงขลา นราธิวาส ปัตตานี ยะลา บังคับใช้เมื่อ 12 กรกฎาคม 7 วันหลังจากนั้น ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากหลักพันขึ้นมาหลักหมื่นต้นๆ และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ศบค.ต้องขยายล็อกดาวน์พื้นที่จังหวัดสีแดงเข้มเป็น 13 จังหวัด ประกาศล็อกดาวน์เมื่อ 22 กรกฎาคม 7 วันให้หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นมากว่า 1.7 หมื่นคน
ทำให้ต้องขยายพื้นที่ล็อกดาวน์ขึ้นมาเป็น 29 จังหวัด เมื่อ 3 สิงหาคม ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉลี่ยทะลุกว่า 2 หมื่นคนแล้ว
การเลือกใช้วิธีประกาศล็อกดาวน์ซ้ำเดิม อาจไม่ใช่คำตอบการแพร่ระบาดโควิด-19 หรือเปล่า
และจำเป็นต้องทบทวนหรือยัง
เพราะมิเพียงไม่สามารถสกัดการแพร่ระบาด แต่ยังลุกลามขยายกลุ่มผู้ป่วยไม่หยุด ทั้งการล็อกดาวน์ก็ยิ่งไปกดทับภาคธุรกิจ การค้าการขาย ลามไปถึงเศรษฐกิจในภาพใหญ่สูญเสียหนักหน่วงยิ่งขึ้น
ลำพังก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 เศรษฐกิจไทยก็อยู่ในภาวะยากลำบากติดต่อกันมาหลายปี มีปัญหาด้านโครงสร้างในหลายเรื่อง ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่ยังไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก
มีการประเมินจากเว็บไซต์นิกเคอิเอเชีย จัดอันดับการฟื้นตัวจากโควิด-19 ในกว่า 120 ประเทศและภูมิภาค ชี้ว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 120 หรือติดบ๊วยเท่ากับเวียดนาม
เป็นการวิเคราะห์จากการบริหารจัดการการติดเชื้อโควิด-19 การฉีดวัคซีนให้กับประชาชน การเปลี่ยน แปลงสถานะทางสังคม โดยอันดับที่สูงกว่าหมายถึงประเทศหรือภูมิภาคที่ใกล้ฟื้นตัว มีตัวเลขผู้ติดเชื้อ
โควิด-19 ที่ได้รับการยืนยันในระดับต่ำ มีอัตราการฉีดวัคซีนที่ดีกว่า และมีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่เข้มงวดน้อยกว่า
ขณะที่ในด้านการลงทุนก็มีบทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินหลายแห่ง เสนอมุมมองว่าประเทศไทยกำลังไม่น่าสนใจลงทุนในสายตาต่างชาติ อย่างเช่นบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ระบุตัวเลขต่างชาติการลงทุนโดยตรงในไทยเมื่อปี 2563 ติดลบกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ส่วนธุรกิจไทยก็หนีไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
เฉพาะไตรมาส 1 ปีนี้ นักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างชาติแล้วกว่า 3 แสนล้านบาท
หรือการลงทุนทางอ้อม เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผลจากการระบาดของโควิด-19 ในไทย ส่งผลให้ต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่อง และขายไปแล้วกว่า 9 หมื่นล้านบาทในปีนี้ เรียกว่าขายกันทิศทางเดียว แทบไม่มีซื้อกลับมา
หากไทยยังควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ไม่ได้ คงยากที่นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อหุ้นไทย
และการใช้แนวทางวนซ้ำเดิม ก็อาจไม่ใช่วิธีควบคุมที่ใช่ก็ได้
สัญญา รัตนสร้อย

