‘ก้าวไกล’ โวยโดน ‘ไพบูลย์’ ปิดปากเสนอแก้ระบบเลือกตั้ง คาใจ ‘เพื่อไทย’ ชงยกอำนาจ กกต.กำหนดหลักเกณฑ์เลือกตั้ง 

10.08.21 | 14:30 น.

‘ก้าวไกล’ โวยโดน ‘ไพบูลย์’ ปิดปากเสนอแก้ระบบเลือกตั้ง สุดท้ายที่ประชุมโหวต สัดส่วน ส.ส. 400:100 คาใจ ‘เพื่อไทย’ ชงยกอำนาจ กกต.กำหนดหลักเกณฑ์เลือกตั้ง 

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 10 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 83 ว่าด้วยจำนวน ส.ส. และมาตรา 91 ว่าด้วยวิธีการคำนวณ ส.ส. ว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยให้มีการแก้ไขจำนวน ส.ส. โดยให้มี ส.ส.แบ่งเขต จำนวน 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน อย่างไรก็ตาม ก่อนลงมติในเรื่องดังกล่าว พรรคก้าวไกลเสนอว่าควรจะมี ส.ส.แบ่งเขต จำนวน 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 150 คน เพราะควรจะมีสัดส่วนไม่ห่างกันแบบ 400 ต่อ 100 คน ซึ่งทางฝั่งของเยอรมันก็ใช้แบบครึ่งต่อครึ่ง แต่ระหว่างที่ตนอธิบายเรื่องนี้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธาน กมธ. กลับขัดจังหวะอยู่ตลอด

“ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม หรือเอ็มเอ็มพีของเยอรมัน สะท้อนภาพประชาชนได้ดีกว่ารัฐธรรมนูญปี’40 ที่กำหนดจำนวน ส.ส.เขต 400 และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 แต่สุดท้ายเป็นที่น่าเสียดาย ที่ประชุมลงมติตามร่างรัฐธรรมนูญที่รับหลักการมาแล้ว” นายธีรัจชัยกล่าว

นายธีรัจชัยกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ กมธ. ยังได้เสนอแปรญัตติให้มีการแก้มาตรา 85 ว่าด้วยให้ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 30 วัน ถือว่าผิดหลักการ เพราะเป็นการแปรญัตติเพิ่มมาตราที่เสนอโดย กมธ. ไม่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ซึ่งสุดท้ายแล้วที่ประชุมก็โหวตเช่นกัน โดยได้รับเสียงเห็นชอบ 16 ต่อ 15 เสียง ส่วนกรณีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมาและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) แปรญัตติไปถึงบทเฉพาะกาล โดยให้มีการยกร่างประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ หากไม่แล้วเสร็จให้อำนาจ กกต.ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การเลือกตั้งได้เลย ส่วนตัวเห็นว่าเป็นข้อความที่หมิ่นเหม่ เหตุใดจึงไม่ให้เป็นหน้าที่ขององค์กรนิติบัญญัติ แต่กลับมอบอำนาจให้ กกต. ซึ่งเราได้คัดค้านว่าไม่ควรมอบอำนาจให้ฝ่ายอื่นที่ไม่ใช่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ก็ไม่สามารถอภิปรายได้อย่างเต็มที่ แต่กลับมีความเร่งรีบร้อนรน

Advertisement

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก.ในฐานะ กมธ. กล่าวว่า นายไพบูลย์ในฐานะประธานพูดอยู่ฝ่ายเดียว ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายพูด ดังนั้น ในฐานะที่เป็นประธานควรมีวุฒิภาวะทางการเมืองมากกว่านี้ และเห็นว่าการพิจารณาของ กมธ.ในขณะนี้อาจนำไปสู่การฝ่าฝืนหลักการ ข้อบังคับรัฐสภาและรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอันตรายและเป็นการแก้รัฐธรรมนูญที่สูญเปล่า เพราะมีความต้องการที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีหน้าตาเหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญที่ตกไปแล้ว

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า ส่วนการแปรญัตติเพิ่มบทเฉพาะกาลของนายประเสริฐนั้น ขอโต้แย้ง 3 ประการคือ 1.ถ้าดูประวัติความเป็นมาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรายังกล้าให้ กกต.ออกกฎเกณฑ์กติกาการเลือกตั้งอีกหรือ ที่ผ่านมาเราเห็นความล้มเหลวและเกิดคำถาม ถามว่าจะให้ กกต.ออกหลักเกณฑ์การเลือกตั้งอีกหรือไม่ 2.กกต.คือผู้ใช้กฎหมาย แต่รัฐสภารับอำนาจจากประชาชนและรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ตรากฎเกณฑ์ คำถามคือบทบาทระหว่าง กกต.และรัฐสภาตอนนี้กำลังมีความสับสนใช่หรือไม่ เพราะนี่ไม่ใช่หน้าที่ของ กกต. ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และ 3.เรากำลังให้ กกต.ชุดนี้ไปออกกฎเกณฑ์บางอย่างที่ประชาชนกำลังตั้งเป้าหมาย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คำถามคือ กกต.จะเอาความชอบธรรมอะไรในการทำกฎเกณฑ์เหล่านี้ จึงอย่ายกอำนาจที่เป็นของประชาชนไปให้ กกต.ไม่กี่คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และนี่ไม่ใช่การแก้วิกฤต แต่จะเป็นการซ้ำเติมวิกฤต ทำให้ยุ่งยากมากขึ้นเรื่อยๆ