9 องค์กรประชาสังคม จี้รัฐ หยุดทำ ‘วอตช์ลิสต์’ เสนอ ส.ส.ตั้งกระทู้ตรวจสอบ

9 องค์กรประชาสังคม จี้รัฐ หยุดทำ ‘วอตช์ลิสต์’ เสนอ ส.ส.ตั้งกระทู้ตรวจสอบ ปม ‘183 รายชื่อ’ บุคคลเฝ้าระวัง

สืบเนื่องจาก นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า หลุดเอกสารจับตาบุคคล 183 รายชื่อจากรัฐ มีชื่อ 4 แกนนำพรรคก้าวไกล อยู่ในบัญชี Watchlist ของฝ่ายความมั่นคง นั้น

อ่านข่าว เช็กลิสต์ 183 ชื่อ รัฐหมายหัว เป็นภัยความมั่นคง แกนนำ ‘ก้าวไกล – ก้าวหน้า’ ติดโผ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้เผยแพร่แถลงการณ์ร่วม 9 องค์กรภาคประชาสังคม ประกอบด้วย กลุ่มด้วยใจ, เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษJasad, Patani Human Rights Organization Network, ภาคีSaveบางกลอย, Manushya Foundation, มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) และ ศูนย์กฎหมายสิทธิชุมชน

ขอให้สภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตรวจสอบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐยุติการจัดทำรายชื่อบุคคลที่ต้องเฝ้าระวัง (Watchlist) เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการเดินทาง เสรีภาพในการแสดงออก และคุกคามสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย

Advertisement

สำหรับแถลงการณ์ดังกล่าว มีใจความว่า เมื่อวันที่ 8-9 สิงหาคม 2564 ปรากฎตามหน้าสื่อออนไลน์ว่า มีเอกสาร “ลับที่สุด” เป็นบัญชีรายชื่อของบุคคลที่อ้างว่าจัดทำโดยกองบังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ทั้งหมด 183 คน โดยระบุว่าเป็นผู้ที่อยู่ใน Watchlist เป็นชายจำนวน 130 คน ช่วงอายุตั้งแต่ 17-64 ปี ในจำนวนนี้มีการระบุสีแดงหมายถึงอยู่นอกราชอาณาจักร 6 คน และหนึ่งในนี้เป็นผู้พิการทางสายตา เป็นหญิงจำนวน 53 คน เป็นผู้ที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 15-61 ปี เป็นผู้อยู่นอกราชอาณาจักรอยากน้อยหนึ่งคนและจากจำนวนนี้ทั้งหมดมีเยาวชนอายุไม่ถึง 18 ปีถึง 7 คน (ใน 7 คนนี้มีเด็กอายุ 15 ปีจำนวนสองคน) และบัญชีโซเชียลมีเดีย 19 บัญชี โดยเอกสารบัญชี “ลับที่สุด” ระบุรายชื่อพร้อมเลขบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง บุคคลที่ต้องเฝ้าระวัง (“Watchlist”) ฉบับนี้ โดยมีชื่อกำกับท้ายหน้ากระดาษ “อัปเดต 1 มิ.ย. 64 เวลา 17.00 น. โดย พ.ต.อ. หญิง (ปกปิดชื่อ) สว.กก.สส.ปป.บก.ตม.2”

ผู้มีรายชื่อส่วนใหญ่พบว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญามาตรา 112 หรือผู้ที่แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ เคลื่อนไหวคัดค้าน รัฐบาล พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ในช่วงที่ผ่านมา หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งหรือทำงานในพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ผู้ทำหน้าที่ทนายความ นักกิจกรรมทางการเมือง เยาวชนนักกิจกรรม ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด เป็นต้นโดยไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล หรือบุคคลที่อยู่ในกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ที่แม้จะตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา หรือที่ศาลมีได้คำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ปรากฏรายชื่ออยู่ใน Watchlist แต่อย่างใด

การจัดทำและเผยแพร่รายชื่อ Watchlist หรือการขึ้นบัญชีดำ บุคคลที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือเป็นภัยต่อรัฐบาลในลักษณะนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ Watchlist ในครั้งนี้ อาจเป็นครั้งที่ครอบคลุมรายชื่อบุคคลที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่จับตา เฝ้าระวัง และติดตามจำนวนมากที่สุดครั้งหนึ่ง

ด้าน นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากบัญชีล่าสุดนี้นำกลับมาเผยแพร่ผ่านทาง Facebook พร้อมแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นว่า ตนรู้สึกดีใจได้มีชื่อเรียงลำดับตัวอักษรอันดับที่ 94 ของเอกสารลับที่สุดบุคคลที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของเผด็จการ อันที่จริงปรากฏชื่อกันมาตั้งแต่ปี 2550 แล้ว เป็นบันทึกทางการที่ยืนยันได้ดีถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพไม่เคยตกหล่นแม้แต่ปีเดียว

“ไม่ใช่เท่านี้ รัฐเผด็จการยังจัดทำบัญชีดำในชั้นความลับ Blacklist จำแนกระดับของบุคคลที่ต่อต้านเผด็จการในระดับที่สั่นสะเทือนอำนาจรัฐ เอกสารนี้เกิดขึ้นก่อนปฏิบัติการอุ้มฆ่าผู้ลี้ภัยการเมือง (มีคนส่งมาให้ดู) ซึ่งไม่มีหลักฐานอะไรชี้ชัดว่ามาจากหน่วยงานไหน หรือเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ดูกันเองก็แล้วกัน ว่ายังมีใครอีกบ้างที่อาจอยู่ในขั้นคำสั่ง “จับตาย” ใช้รหัส ” D ” หรือ ” Delete “” สมยศ กล่าว

การสร้างและเผยแพร่ข้อมูลบัญชีดำในลักษณะ “การแบ่งบุคคลเป้าหมาย” ในยุค คสช. หรือในกรณีนี้คือ Watchlist ลับที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐ หรือกลุ่มการเมืองใดก็ตาม โดยมิใช่โดยคำสั่งหรือการอนุญาตของศาล ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งได้รับการรับรองไว้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) เช่นในข้อบทที่ 17 และ 19 และอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนฉบับต่างๆ รวมทั้งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อบทที่ 16 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมทั้งกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะการสอดแนมสิทธิในความเป็นส่วนตัวโดยปราศจากการตรวจสอบโดยศาลที่เป็นอิสระ สอดแทรกสิทธิส่วนบุคคลข่มขู่คุกคามบุคคลเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมและการเมือง การเคลื่อนไหวและการเดินทางไปต่างประเทฯ ถือเป็นละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ การสร้างและเผยแพร่ Watchlist ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจและความเกลียดชังกันระหว่างประชาชน ทำให้เกิดการแบ่งขั้วฝ่ายและความขัดแย้งทางการเมือง ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและรุนแรงในหมู่ประชาชน โดยเป็นการตีตราว่าบุคคลที่ถูกขึ้นบัญชีดำเป็นผู้กระทำผิดทางอาญา(criminalization) เป็นภัยต่อสังคมและประเทศชาติ ซี่งผู้ที่ “รักชาติ” หรือ “พลเมืองดี” สามารถดำเนินการได้โดยพลการ ในลักษณะที่คุกคามต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ที่ถูกขึ้นบัญชีดำดังกล่าวได้ ดังตัวอย่างของผัง ที่ทุกวันนี้ผู้มีรายชื่ออย่างน้อย 9 รายกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง และบางคนถูกบังคับสูญหาย เช่น กรณีนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น

ปัจจุบัน มีรายงานจากบุคคลใน Watchlist นี้ว่า พวกเขาได้ประสบกับการคุกคามหลายรูปแบบ เช่น การติดตามบุคคลตามบ้านพักติดตามที่บ้านตามทะเบียนบ้าน คุกคามด้วยวาจา หรือทาง Online มีรายชื่อส่งต่อหน่วยงานรัฐอื่นๆ มีหน่วยตำรวจไปแนะนำตัวต้อนรับตำแหน่งใหม่ เฝ้าที่หอพักนักศึกษาหรือที่บ้านพัก โทรตามสอบถามการเคลื่อนไหว ชวนกินกาแฟ ชวนกินเหล้า โทรถามตลอด ในจังหวัดต่างๆ เช็คการเดินทางทางเครื่องบิน ขับรถตาม ส่งหมายเรียกเก่าไปที่บ้าน ไปบอกอาจารย์ประจำคณะว่า ทำไมให้คนแบบนี้เป็นผู้ช่วยของอาจารย์ รวมทั้งกดดันครอบครัวที่เป็นตำรวจ ไปห้องเรียนตามหาตัว ดักรอเจอที่คณะฯ ในมหาวิทยาลัย ขอข้อมูลกับผู้ใหญ่บ้าน ให้ผู้ใหญ่บ้านส่งข้อมูลถ้ากลับบ้านต่างจังหวัด ใช้ความสนิทเป็นมิตรแต่รายงานนาย มาติดตามตามตารางเรียน ขอตารางเรียนจากเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย ติดตามไปร้านข้าว ร้านอาหาร เป็นต้น รวมทั้งมีรายงานด้วยว่ามีการห้ามเดินทางออกนอกนอกประเทศทั้งที่ไม่ได้เป็นบุคคลที่มีคดีอาญาหรือมีคำสั่งห้ามจากศาล

ด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น องค์กรที่มีชื่อข้างท้ายนี้ จึงขอเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. ขอสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบ Watchlist ที่ปรากฎเป็นข่าวเผยแพร่ดังกล่าว โดยการตั้งกระทู้ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร รวมทั้งที่มีชื่อของตนอยู่ในเอกสาร Watchlist นั้นด้วย และ/หรือโดยการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการชุดที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อให้ได้ความจริงจากรัฐบาล หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงความชอบด้วยกฎหมายของการจัดทำ เผยแพร่และการปฏิบัติเกี่ยวกับWatchlist ดังกล่าว ทั้งวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ในการจัดทำ ผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและสิทธิส่วนบุคคลของผู้ที่ถูกขึ้นบัญชี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไม่ได้มีหมายจับ หรือศาลมิได้มีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

2. ขอให้หน่วยงานตามข้อ 1 ทั้งในสภาผู้แทนราษฏร และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนตรวจสอบ watchlist บัญชีดำอื่นๆ ที่หน่วยงานของรัฐได้กระทำ แจกจ่าย และยึดถือปฏิบัติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน

3. ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่สร้างหรือมี Watchlist ทำลายหรือถอนชื่อบุคคลต่างๆ ออกจาก Watchlist โดยทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลที่ศาลมิได้มีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และ

4. ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบอย่างมืออาชีพ และมีความสำนึกในการเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน และยึดถือกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่าได้ตกเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองอีกต่อไป
ด้วยความเคารพต่อหลักการสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

///

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image