‘ทีมโฆษกรัฐบาล’ เผย ช่วง ก.ย. ราคา ATK จะถูกลง ยัน ยาฟาวิพิราเวียร์ มีพอ

11.08.21 | 21:39 น.

‘ทีมโฆษกรัฐบาล’ เผย ช่วง ก.ย. ราคาชุดตรวจ ATK จะถูกลง ยัน ยาฟาวิพิราเวียร์ มีพอใช้รักษา

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการแจงให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาลถึงเสียงเรียกร้องเกี่ยวกับราคาชุดตรวจ ATK ที่มีราคาสูง ว่า เท่าที่สำรวจหลายที่มีราคาถูกลง มีผู้นำเข้าชุดตรวจจำนวนมากขึ้นและขณะนี้องค์การเภสัชกรรมก็รับรองชุดตรวจของหลายยี่ห้อแล้วก็จะทำให้ราคาค่อยๆ ลดลง และขณะนี้สปสช. อยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้างเอาผู้ประกอบการที่นำเข้าชุดตรวจ 19 บริษัทเข้ามาเสนอราคาประมูลให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้าง ชุดตรวจโควิด กว่า 8.5 ล้านชุด ให้โปร่งใสที่สุดโดยคาดว่าจะเริ่มนำเข้าและแจกให้ประชาชนได้ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ ซึ่งจะทำให้ราคาลดลงแน่นอน

นอกจากนั้นกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับองค์การเภสัชกรรมและกระทรวงสาธารณสุข จับราคาชุดตรวจอยู่แต่ต้องยอมรับว่ามีความต่างเรื่องต้นทุนตั้งแต่ 100- 200 บาท และการไปควบคุมหรือกำหนดราคากลาง อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หากมีการประมูลราคากลางจากสปสช. แล้ว กระทรวงพาณิชย์ก็จะเข้าไปดูราคาจำหน่ายทำได้มากขึ้น

นอกจากนั้นยังมีข่าวดีที่ศูนย์นาโนเทคโนโลยี ได้คิดค้นชุดตรวจ ATK มีคุณสมบัติโดดเด่นสามารถตรวจและรู้ผลได้ภายใน 15 นาที มีความแม่นยำจำเพาะสูงกว่าในท้องตลาด ขั้นต่อไปจะพัฒนาเพื่อผลิตออกมาจำหน่ายในประเทศได้อย่างเพียงพอ

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ได้บริษัทผู้ชนะการประมูลนำเข้า 8.5 ล้านชุด ที่จะแจกจ่ายให้ประชาชนในเดือนสิงหาคมนี้ โดยราคาอยู่ประมาณ 70 บาทต่อชิ้น ส่วนข้อกังวลเรื่องยาฟาวิพิราเวียร์ จะมีการผลิตและนำเข้าเพียงพอหรือไม่นั่น มีการรายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงตัวเลขการใช้โดยคาดการณ์ว่าถ้าผู้ป่วยอยู่ในระดับ 20,000 รายจะใช้ประมาณ 30 ล้านเม็ดต่อเดือน

โดยในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน จะมียาประมาณ 120 ล้านเม็ด และเดือนถัดไปจะหาได้ประมาณ 100 ล้านเม็ด ทั้งการผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมในชื่อ ฟาเวียร์ และการนำเข้า ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจว่าจะมียาใช้เพียงพอแน่นอน ทั้งนี้บริษัทเอกชนอื่นต้องการผลิต ทางกระทรวงสาธารณสุข ก็ยินดีเข้าไปช่วย และมีข่าวดีที่ทางสภากาชาดไทย ก็จะผลิตยาชนิดนี้ด้วย

Advertisement

ด้านน.ส.รัชดา กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรม ไม่ได้ปิดกั้นให้บริษัทยาเอกชน เข้ามาเป็นผู้ผลิตยา เพียงแต่กระบวนการผลิตที่เป็นยาตัวใหม่ ต้องมีกระบวนการติดตั้ง จึงยังไม่สามารถทำได้ทันทีและต้องใช้เวลา ดังนั้นอย. จะใช้วิธีเปลี่ยนสายการผลิตยาบางตัวไปให้บริษัทเอกชนผลิตเพื่อทุ่มเททำการผลิตมากขึ้น