‘สนธิรัตน์’ แนะรัฐ ปรับแนวบริหารโควิด ถอยเป็นผู้ประสาน ให้ภาคประชาสังคม เล่นบทนำ

16.08.21 | 12:44 น.

‘สนธิรัตน์’ ยกเคส ตปท. แนะรัฐเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับแนวบริหารโควิด ถอยเป็นผู้ประสานงาน ปล่อยให้ ‘ภาคเอกชน-ประชาสังคม’ เล่นบทบาทนำ 

วันนี้ (16 สิงหาคม) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก

“ในสถานการณ์โรคโควิดแบบนี้ ผมคิดว่าความร่วมมือและร่วมใจกันของทุกภาคส่วนถือว่ามีความสำคัญมากๆ ครับ ภาครัฐอย่างเดียวอาจมีกำลังไม่พอ ภาคส่วนอื่นๆ สามารถทำงานช่วยหนุนเสริมกันและกันได้ครับ

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมานี้เราได้เห็นบทเรียนมากมายจากต่างประเทศครับ โดยเฉพาะประเทศที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาด จำนวนมากนั้นมีจุดร่วมกันคือการทำงานร่วมกันอย่างลงตัวระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม

ภาคประชาสังคมถือว่ามีความน่าสนใจครับ และในหลายประเทศทั่วโลกก็ได้ใช้ประโยชน์จากภาคส่วนนี้อย่างมหาศาลโดยเฉพาะการเข้าถึงในระดับพื้นที่ เครือข่ายการทำงานที่มีข้อมูลเชิงลึก หรือเป็นกำลังเสริมสำคัญในการคุมโรคระบาดครับ

ในกรณีของจีนหากเราได้ติดตามดูการควบคุมโรคระบาดจะพบเห็นกลุ่มคนที่สวมเสื้อคลุมสีแดง ใช่แล้วครับคนกลุ่มนี้คืออาสาสมัครที่มาช่วยงานเจ้าหน้าที่ โดยคนกลุ่มนี้จะอยู่มีบทบาทหน้าที่ที่รัฐจะกำหนดมาให้ทำครับ

Advertisement

งานจำนวนมากที่ไม่ต้องใช้ทักษะมาก เช่นการให้ข้อมูลเบื้องต้นในการตรวจหาเชื้อ หรือการบอกตำแหน่งต่างๆ ในสถานีฉีดวัคซีน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทำงานเฉพาะในส่วนการฉีดวัคซีนและตรวจโรคซึ่งมีค่ามหาศาลครับ ในสภาพที่บุคลากรมีจำกัด

หรืออย่างในกรณีของอินเดียที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้ เราจะได้เห็นบทบาทของภาคประชาสังคมที่ทำงานกับภาครัฐในการรับส่งผู้ป่วยตามเขตต่างๆ การส่งอาหารสำหรับคนที่ต้องกักตัว ไปจนถึงบริการเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ด้วย

นอกจากนี้ พรรคการเมืองต่างๆ ในอินเดียก็ร่วมด้วยช่วยกันในการให้ความช่วยเหลือประชาชนภายใต้การแบ่งเขต หรือรูปแบบการช่วยเหลือที่แตกต่างกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือเร็วที่สุด ทั้งบริการออกซิเจน และการนำส่งประชาชนไปยังโรงพยาบาลครับ

ในสหภาพยุโรปเองบทบาทขององค์การภาคประชาสังคมก็ค่อนข้างมีอย่างโดดเด่นภายใต้การประสานงานร่วมกันกับภาครัฐ เช่นการส่ง Care Package ไปในครัวเรือนต่างๆ การผลิตข้อมูลองค์ความรู้ ไปจนถึงการสร้างความตระหนักรู้ในระดับชุมชน

สิ่งสำคัญที่ประเทศเหล่านี้มีลักษณะคล้ายคลึงกันคือการมีกำลังคอยหนุนเสริมจากภาครัฐในการทำหน้าที่ของภาคประชาสังคมและอาสาสมัครครับ ซึ่งภาครัฐจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก คอยกำหนดบทบาทต่างๆ ที่อยากให้ภาคส่วนเหล่านี้ช่วยเหลือ

ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาครัฐไม่ต้องใช้บุคลากรไปกับงานที่ภาคส่วนอื่นสามารถให้ความช่วยเหลือได้ครับ และภาครัฐสามารถระดมบุคลากรและงบประมาณไปทำงานที่เป็นส่วนสำคัญของการป้องกันการแพร่ระบาดแทน

ผมคิดว่าในสถานการณ์แบบนี้ภาครัฐอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมาทำหน้าที่ในการเป็นผู้ประสานงานที่ดีด้วย มากกว่าที่จะแสดงบทบาทนำเพียงอย่างเดียว เพราะหลายเรื่องภาคส่วนอื่นอาจทำได้ดีและประสิทธิภาพสูงมากกว่า

ซึ่งภาครัฐสามารถใช้ศักยภาพของภาคส่วนเหล่านี้ได้ เพื่อให้นำทรัพยากรและบุคลากรไปใช้ในเรื่องที่มีความจำเป็น อันจะช่วยให้การบริหารสถานการณ์โควิด-19 มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ครับ

ผมมีความเชื่อว่าในวันนี้ทุกภาคส่วนในประเทศไทยพร้อมร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือและสนับสนุนงานของภาครัฐครับ