พลันที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประกาศเข้าร่วมกับการเคลื่อนไหว “คาร์ม็อบ” ซึ่งผลักดันโดย นายสมบัติ บุญงามอนงค์
สถานการณ์ “การเคลื่อนไหว” ก็เข้าสู่ “มิติ” ใหม่
เนื่องจากเป็นการประกาศเข้าร่วมในขณะที่ทางด้านรัฐบาลเริ่มนำมาตรการ “เข้ม” มาเล่นงาน และจำกัดขอบเขตของ “เยาวชน”
ส่งผลให้ นายอานนท์ นำภา นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ต้องเปลี่ยนที่นอน
แม้ว่าการเคลื่อนไหวของ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ยังคงมีอยู่ ประสานไปกับการจัดอีเวนต์การเมืองของ “กลุ่มทะลุฟ้า”
แต่สถานการณ์ “คาร์ปาร์ก” คือ การแปรเปลี่ยน
เหมือนกับ “การนำ” การเคลื่อนไหวจะเปลี่ยนจาก “เยาวชน” มาอยู่ในมือของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายสมบัติ บุญงามอนงค์
จังหวะก้าวในวันที่ 15 สิงหาคม จึงทรงความหมาย
สังคมสัมผัสได้ถึงการผลักดันบทบาทของ “หมู่บ้านคนเสื้อแดง” ประสานเข้ากับ “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” สวมเครื่องแบบ
ออกมาต้านโดยตรงไปยัง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
จากนั้น ปฏิบัติการไอโอ ด้านการข่าว ก็มีการรื้อฟื้นปมว่าด้วย “เผาบ้าน เผาเมือง” ปมว่าด้วย “สู้แล้วรวย” ขึ้นมาดังกึกก้อง
ไม่ว่าจาก “ทำเนียบรัฐบาล” ไม่ว่าจาก “พลังประชารัฐ”
สะท้อนให้เห็นว่า พลานุภาพของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะก่อให้เกิดการฟื้นคืนมาของ “คนเสื้อแดง” เหมือนเมื่อปี 2553 ขึ้นมาอีก
ยิ่งจุดเริ่มเป็น “แยกราชประสงค์” ยิ่งสะทกระเนน
แต่เมื่อภาพของ “คาร์ปาร์ก” อันแสนคึกคัก ลงเอยด้วยการปะทะ ณ บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงอย่างอึกทึกครึกโครม
หลายคนก็เริ่มไม่แน่ใจในบทบาทของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
หากมองจากศักย์แห่งการนำ ต้องยอมรับว่าบทบาทของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปรากฏขึ้นอย่างเต็มเปี่ยมและเด่นชัด
โดยเฉพาะการไปปรากฏตัวที่ “สามเหลี่ยมดินแดง”
บทบาทของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ คือบทบาทที่ดำเนินไปในแบบ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง”
แต่ถามว่าได้ผลตามที่ “ตั้งธง” หรือไม่
อาจมีมวลชนส่วนหนึ่งรับฟังและเข้าใจในความห่วงใยจาก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แต่ก็มิอาจหยุดยั้งสภาวะบานปลาย ขยายตัวของสถานการณ์ได้
นี่สะท้อนถึงลักษณะ “อิสระ” ของ “มวลชน”
สามเหลี่ยมดินแดงจึงถูกแปรเป็น “สมรภูมิ” แห่งการปะทะในทางการเมือง มิได้ฉายภาพของหน่วยควบคุมฝูงชนอย่างเด่นชัดเท่านั้น
หากแต่ทำให้ภาพ “มวลชนอิสระ” โดดเด่นขึ้นมา
ปรากฏการณ์ “เยาวชนปลดแอก” ในเดือนกรกฎาคม 2563 ไม่เพียงแต่เกิดความตื่นตัวในหมู่เยาวชน นักเรียน นักศึกษา
ยกระดับ พัฒนาเป็น “คณะราษฎร 2563”
แต่ในความเติบใหญ่นี้ก็ผลิตสร้าง “เยาวชนนักสู้” อีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่มีผู้นำ ไม่มีเวที ไม่มีการปราศรัย แต่หากพร้อมที่จะปะทะ ต่อสู้
นี่คือการมาเยือนของ “อนาธิปไตย” ทางการเมือง

