‘สุรเชษฐ์’ อัด กมธ.รีดไขมัน ลงงบกลาง เหมือนไถนาลงให้ประยุทธ์ตีเช็คเปล่า แนะ อ่าน ม.144 ให้ดี ทำไมปีที่ผ่านมา ไม่ต้องลงงบกลาง เหน็บ หรือเป็นเพราะ ส.ส.ซีกรัฐบาล ได้รับแจกบ่อน้ำบาดาลไปแล้ว
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท
เวลา 15.10 น. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขึ้นอภิปรายมาตรา 6 งบประมาณรายจ่ายงบกลาง ว่า ในส่วนของงบกลางที่ขอมา 571,000 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด แต่กรรมาธิการในวาระ 2 กำลังขอเพิ่มอีก 1 รายการ จำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนที่เพิ่มคือไขมันทั้งหมดที่เราช่วยกันตัดและปรับลดงบประมาณมา โดยนำมาเทลงงบกลางทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้ทางพรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วย และตนก็ไม่เห็นด้วย หากจะลงมติตามที่กรรมาธิการเสนอมา เพราะงบกลางเป็นเหมือนงบที่นำมาเติมเต็ม ขาดเหลืออะไรก็ใช้งบกลาง
นายสุรเชษฐ์ระบุว่า แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มีเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นอยู่แล้ว 8.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตาที่สุด เพราะตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันไม่มีใครขอเพิ่ม แต่กรรมาธิการชุดนี้ขอเพิ่มอีกหนึ่งรายการ เป็นรายการที่ 12 ที่บอกว่าจะนำไว้ใช้ในกรณีของการแก้ปัญหาโควิด-19 ทั้งที่หลักการงบกลาง ควรมีน้อย เพราะระดับความโปร่งใสต่ำที่สุด ถ้าเงินไม่พอจริงๆ ก็สามารถกู้ได้ แล้วให้อำนาจรัฐบาล แต่อย่างน้อยก็มีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาช่วยกันดู แต่งบกลางเหมือนการตีเช็คเปล่าให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เพราะขาดเหลืออะไรก็ต้องมาไหว้ขอนายกฯ เป็นงบที่อยู่ในระดับที่มือใครยาวสาวได้สาวเอาอย่างแท้จริง ผิดหลักการกระจายงบประมาณอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เพราะนายกฯจะพิจารณาเป็นเรื่องๆ แล้วตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้ และตรวจสอบยากที่สุด

นายสุรเชษฐ์อภิปรายต่อว่า ทั้งนี้ มีสมาชิกหลายคนกลัว รัฐธรรมนูญ มาตรา 144 จึงบอกให้นำมาเทลงงบกลาง แต่เมื่อไปย้อนดูเมื่อปี 2563 ซึ่งใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน เราสามารถปรับลดงบลงมาได้ 1.6 หมื่นล้านบาท เท่าปีนี้ และมีการแปรญัตติไปให้หน่วยรับงบประมาณต่างๆ ดังนั้น ปี 2564 ก็เช่นกัน และการจะตัดไขมันส่วนเกินก็สามารถตัดทิ้งได้เลย เพราะเคยทำมาแล้ว หากเป็นห่วงมาตรา 144 วิธีการนี้จะเป็นวิธีการที่ปลอดภัยที่สุด แต่งบปี 2565 กลับมีข้ออ้างว่ากลัวขัดมาตรา 144 แต่ขอบอกว่างบกลางน่ากลัวที่สุด เพราะเจตนารมณ์ของมาตรา 144 คือ ส.ส.ไม่ควรมีส่วนได้ส่วนเสียกับการใช้งบประมาณ
นายสุรเชษฐ์กล่าวว่า อีกข้อกังวลหนึ่งที่บอกว่างบโควิด-19 ไม่เพียงพอ และประเทศมีปัญหานั้น ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนเข้าใจว่าการแก้ปัญหาโควิด-19 สำคัญ แต่รัฐบาลก็มีเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นอยู่แล้ว 8.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งคือเช็คเปล่า หากมีไม่พอจริงๆ ก็ยังมีเงินสำรองอีก 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเช็คเปล่าเหมือนกัน ตามมาตรา 45 ของ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ นอกจากนี้ยังมีเงินจากการกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 อีก 1 ล้านล้านบาท และกู้เพิ่มอีก 5 ล้านล้านบาท หากมีความจำจริงๆ ก็สามารถกู้ผ่านพระราชกำหนดได้อีก โดยเชื่อว่าไม่มีใครขัดขวาง เพราะไม่มีใครอยากเห็นประเทศไม่พัฒนา ดังนั้น ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องตีเช็คเปล่าให้ พล.อ.ประยุทธ์อีก 1.6 หมื่นล้านบาทเพิ่มอีก หรืออาจจะเกิดการกันโควต้า 1.6 หมื่นล้านบาทไว้ ดังนั้น หากตรวจสอบ เราต้องตรวจสอบงบกลางทั้งหมด 571,000 ล้านบาท หรืออย่างน้อยต้องตรวจสอบเงินฉุกเฉินด้วย 89,000 ล้านบาท
นายสุรเชษฐ์อภิปรายว่า อย่าปล่อยให้มีงบ ส.ส.กลายพันธุ์ และเหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ คือเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ในการแจกบ่อน้ำบาดาล 2,117 โครงการ ให้ 23 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 6,170 ล้านบาท ซึ่งมาจากเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินฯ ที่ตั้งไว้ 8.9 หมื่นล้านบาท ดังนั้น หากจะแก้ โควิด-19 จริง ทำไมจึงไม่ใช้เงินก้อนนี้ ทั้งที่ไม่มีรายละเอียดในการกระจายงบประมาณ ทำไมบางจังหวัดได้ บางจังหวัดไม่ได้ หรือบางจังหวัดได้มาก บางจังหวัดได้น้อย

“ดังนั้น ผมจึงเสนอให้ปรับลด 1.6 หมื่นล้านบาท เพราะไม่เห็นด้วยกับการเทงบลงงบกลาง โดยกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมในฐานะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์และไอซีที มีความรู้สึกเหมือนไถนามาให้ประยุทธ์กิน เพราะกว่าจะตัดงบประมาณมาได้ ไม่มีข้าราชการคนไหนชอบที่ให้ไปตัดงบของเขา แต่เราต้องทำหน้าที่เพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อประยุทธ์
“แม้ ส.ส.บางคนซีกรัฐบาลที่จะลงมติผ่านเพราะไว้ใจประยุทธ์ อยากจะให้เอาไปตีเช็คเปล่าให้ประยุทธ์ แต่อยากให้ตรึกตรอง มาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญดีๆ แล้วพิจารณาว่าควรจะลงมติอย่างไร หรือว่าท่านได้เงินจากบ่อน้ำบาดาลหรือไม่” นายสุรเชษฐ์กล่าว

