เสียงสะท้อนเอกชน ร้อง‘ปลดล็อก’ธุรกิจ

26.08.21 | 13:02 น.

เสียงสะท้อนเอกชน ร้อง‘ปลดล็อก’ธุรกิจ

หมายเหตุข้อเรียกร้องภาคธุรกิจภายหลังเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ สธ.นำเสนอศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) พิจารณาผ่อนคลายมาตรการให้กับธุรกิจที่จะเริ่มระยะที่หนึ่งในวันที่ 1 กันยายน

ฐนิวรรณ กุลมงคล
นายกสมาคมภัตตาคารไทย

หลังจากภาคเอกชนในหลายธุรกิจหารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมผู้บริหาร สธ. เพื่อขอผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และมาตรการควบคุมการระบาดโควิด-19 และเห็นชอบแนวทางการขอเปิดธุรกิจ 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 คือ วันที่ 1 กันยายน 64 โดยเบื้องต้นประเมินว่า การเปิดระยะแรก อนุญาตให้นั่งทานในร้านอาหารได้ 50% รวมถึงธุรกิจอื่นๆ เพิ่มเติม คาดหวังให้เห็นความสามารถในการดึงยอดขายกลับมาอย่างน้อย 30% เนื่องจากขณะนี้ยอดขายร้านอาหารอยู่ที่ 20% เท่านั้น ทำให้หากยอดขายกลับมารวมกันที่ 50% ได้ จะถือว่าเป็นสัดส่วนที่ร้านอาหารจะอยู่ได้ ไม่ขาดทุนและไม่เข้าเนื้อมากนัก โดยหากคิดเป็นเม็ดเงินของธุรกิจอาหารในประเทศไทย มีมูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาทต่อวัน หากยอดขายกลับมา 30% คิดเป็นเม็ดเงิน 420 ล้านบาท บวกกับยอดขายที่เหลืออยู่ 20% หรือประมาณ 280 ล้านบาท เท่ากับจะดึงเม็ดเงินกลับมาได้ 700 ล้านบาท หรือ 50% ของเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจรวม

Advertisement

การเปิดร้านอาหารและผ่อนคลายให้นั่งทานที่ร้านได้ ร้านอาหารขนาดเล็ก หรือร้านค้าริมฟุตปาธ จะสามารถให้บริการลูกค้าได้ทันที อานิสงส์เชิงบวกจะเกิดขึ้นกับร้านค้าริมฟุตปาธ หรือทางเท้าเป็นส่วนแรก ก่อนจะกระจายไปยังส่วนอื่นๆ เนื่องจากเมื่อร้านอาหารขนาดเล็กสามารถนั่งทานได้ ลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องออกจากบ้าน ทั้งการทำงานหรือทำธุระต่างๆ จะสามารถหาอาหารทานได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่การออกจากบ้านต้องวางแผนว่าจะหาข้าวทานที่ไหนได้บ้าง เพราะไม่มีร้านอาหารนั่งได้ ซึ่งถือว่าได้ประโยชน์ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคด้วย

สำหรับการผ่อนคลายระยะที่ 2 วันที่ 15 กันยายน 2564 เป็นการเปิดธุรกิจร้านอาหารแบบนั่งรับประทานที่ร้าน 75% รวมถึงเปิดเพิ่มในธุรกิจเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ธุรกิจสถาบันการศึกษา และระยะที่ 3 วันที่ 30 กันยายน 2564 เปิดธุรกิจร้านอาหารแบบนั่งรับประทานเต็มรูปแบบ 100% ธุรกิจประกอบการสุขภาพและสปา เครื่องเล่นเด็ก และผู้ใหญ่ ธุรกิจฟิตเนส สถานที่ออกกำลังกายในร่ม ธุรกิจโรงภาพยนตร์ และห้องจัดเลี้ยง เชื่อว่าหากสามารถทยอยผ่อนคลายได้ตามแนวทางที่วางไว้ จะช่วยพยุงสถานการณ์ของภาคธุรกิจ ที่กำลังประสบภาวะวิกฤตอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากการระบาดโควิด-19 ลากยาวกว่าที่คาดไว้ และส่งผล
กระทบซ้ำเติมผู้ประกอบการมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนนี้เป็นผลเชิงบวกในการคลายล็อก ส่วนความเสี่ยง หรือสิ่งที่ยังกังวลอยู่ คือ การเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชน โดยเฉพาะคนในธุรกิจร้านอาหาร โดยเบื้องต้นธุรกิจร้านอาหารมีแรงงานจำนวนมาก นับเฉพาะใน กทม.มีกว่า 5 แสนคน แม้ในส่วนนี้จะมีการฉีดวัคซีนแล้วในกลุ่มแรงงานของบริษัทใหญ่ๆ แต่ยังมีจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ทั้งแรงงานคนไทยรวมถึงแรงงานแฝงที่เป็นต่างด้าวด้วย สมาคมได้หารือร่วมกับนายอนุทิน โดยจะเปิดให้แรงงานลงชื่อขอรับวัคซีนผ่านแพลตฟอร์มของสมาคม และจะส่งให้สาธารณสุข เพื่อทยอยฉีดวัคซีนต่อไป ขณะนี้ก็มีรายชื่อแรงงานในมืออยู่บางส่วนที่เปิดให้ลงทะเบียนในรอบที่ผ่านมา มีบางส่วนยังไม่ได้รับวัคซีน เนื่องจากมีจำนวนไม่เพียงพอ

มาตรการปฏิบัติเพื่อรองรับการดำเนินการอย่างปลอดภัย อาทิ ผู้มาใช้บริการต้องได้รับการฉีดวัคซีน และมีการทำสวอบเทสต์นั้น จะต้องขอความร่วมมือกับลูกค้าด้วย แต่ในส่วนของร้านอาหาร จะแยกระหว่างร้านอาหารที่ใช้ระบบเครื่องปรับอากาศ และร้านอาหารแบบเปิดโล่ง มาตรการควบคุมที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตอนนี้ จะเน้นคุมเข้มเฉพาะร้านอาหารที่ใช้ระบบเครื่องปรับอากาศเป็นหลัก เนื่องจากมีความกังวลในส่วนของการระบายอากาศ การถ่ายเทอากาศ และความเสี่ยงในการสะสมเชื้อไวรัส ส่วนร้านอาหารที่เปิดโล่งอาจสามารถผ่อนคลายการใช้มาตรการควบคุมได้อีก อาทิ การเช็กอินในแอพพลิเคชั่นทุกครั้ง การตรวจ หรือยืนยันตัวว่าไม่ได้เป็นคนผู้ติดเชื้อ และได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ซึ่งมีข้อมูลในหมอพร้อมอยู่แล้ว

นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลพิจารณาข้อเสนอในกรณีผู้ป่วยติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการหรือแสดงอาการน้อย รัฐบาลได้จัดระบบแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) โรงพยาบาลสนามต่างๆ โดยให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดงบประมาณส่งให้กับโรงพยาบาลสั่งซื้ออาหาร 3 มื้อ ส่งให้ผู้ป่วยที่กักตัวในบ้าน โดยส่วนนี้อยากให้รัฐบาลกำหนดให้ทำการสั่งซื้ออาหารในร้านอาหารของแต่ละพื้นที่ แต่ละเขต โดยเฉพาะจังหวัดควบคุมสูงสุดทั้ง 29 จังหวัด เพราะจากการพิจารณาพบว่า มีเม็ดเงินงบประมาณในการสั่งซื้ออาหารให้ผู้ป่วยเหล่านี้กว่า 1,000 ล้านบาท จึงอยากให้เกลี่ยเม็ดเงินส่วนนี้ เอื้ออานิสงส์ให้กับร้านอาหารทั่วถึงมากที่สุด เนื่องจากขณะนี้มีการร้องเรียนจากผู้ประกอบการเข้ามาว่า งบประมาณในการสั่งซื้อร้านอาหารมีการตกหล่นระหว่างทาง อาทิ ตั้งงบซื้ออาหาร 3 มื้อไว้ที่ 300 บาท แต่ให้งบซื้อจริงเพียง 100 บาท อาหาร 3 มื้อ ส่วนเงินที่เหลือเป็นการหักหัวคิว ทำให้หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการตามแนวทางที่เสนอไปได้ จะช่วยทั้งรักษาสิทธิของผู้ป่วย และการเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านอาหารด้วย

นพพร วิสุทธิศักดิ์ชัย
นายกสมาคมผู้ประกอบการสปาไทย

อยากสะท้อนให้ภาครัฐปรับมุมมองต่อธุรกิจ เพราะไม่ใช่ธุรกิจเสี่ยง และไม่ควรตีรวนว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยง หรือธุรกิจอันตราย ต่อการเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาผู้ประกอบการ และผู้ให้บริการในส่วนของธุรกิจสปาเข้มงวด และระมัดระวังต่อการให้บริการและป้องกันสูงสุด อีกทั้งผู้ให้บริการก็ต้องระมัดระวังตัวเลือกผู้เข้ารับบริการที่ปลอดภัยด้วย นั่นคือ ต้องปลอดเชื้อปลอดภัยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งผู้ให้การบริการ และผู้เข้ารับบริการ ผู้ประกอบการ จึงคาดหวังสูงว่าการเข้าพบรองนายกฯอนุทิน ครั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจ จะเป็นส่วนสำคัญสะท้อนถึงที่ประชุม ศบค.พิจารณาคลายล็อกให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถเปิดให้บริการได้ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป

ผลกระทบต่อธุรกิจบริการ และธุรกิจสปา เราเจอปัญหาหนักขึ้นต่อเนื่อง โดยก่อนสถานการณ์โควิดมีเงินหมุนเวียนกว่าหมื่นล้านบาท หลังจากการแพร่ระบาดของโควิดระลอก 2 ถึงปัจจุบัน ทำให้เจ้าของธุรกิจสปาต้องเลิกกิจการ หรือเปลี่ยนอาชีพไปแล้วกว่า 50% ในธุรกิจสปาจะมีแรงงานหลายหมื่นคน ที่ให้บริการในห้างค้าปลีก และโรงแรมเป็นหลัก

การปลดล็อกในธุรกิจบริการอย่างสปา พร้อมปฏิบัติตามมาตรการเข้มงวดของทางสาธารณสุขทุกประการ อาจจะแยกการพิจารณาเป็นพื้นที่เสี่ยงมาก หรือน้อยก็ได้ อย่างพื้นที่สีแดงที่มีความเสี่ยงสูง กทม. ปริมณฑล หรือจังหวัดในกลุ่มสีแดง อาจให้เงื่อนไขการเปิดขนานไปกับการเปิดบริการของห้าง หรือค้าปลีกนอกห้าง เช่น ห้างเปิดให้บริการเวลา 10.00 น. ถึง 20.00 น. ร้านสปาจะเปิดรับในเวลา 10.00 น. ถึง 18.00-19.00 น. ห้ามการนั่งคอยภายในร้าน ใช้การเปิดรับจอง เพื่อเว้นระยะห่าง ผู้ให้บริการจะมีการติดป้ายแสดงความผู้ให้บริการมีการฉีดวัคซีน และมีสมุดประวัติการตรวจปลอดเชื้อโควิด เป็นการยืนยันให้ผู้เข้ารับบริการได้มั่นใจการเข้าใช้บริการ และหากพบผู้ให้บริการ หรือผู้รับบริการเสี่ยงใกล้ชิดคนติดเชื้อโควิดก็ให้หยุดเฝ้าดูอาการ 14 วัน เป็นต้น

ธุรกิจบริการอย่างสปา เมื่อถูกใช้มาตการล็อกดาวน์และส่วนใหญ่สถานที่ตั้งสาขาอยู่ในห้าง หรืออาคารเช่าขนาดใหญ่ เมื่อต้องปิดตัว ก็ขาดรายได้ แต่ยังมีเสียค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเช่าและพยุงจ้างแรงงาน ยืดเยื้อมาหลายเดือน ความช่วยเหลือจากภาครัฐก็ไม่เพียงพอ ดังนั้น การคลายล็อกใช่ว่าจะทำให้รายได้กลับมาเท่าเดิม แต่เชื่อว่าหากมีการปลดล็อกจริง เบื้องต้นก็จะมีประมาณ 70% ของจำนวนผู้ให้บริการที่มีอยู่ที่สามารถเปิดให้บริการได้

พิทักษ์ โยธา
นายกสมาคมจารวีเพื่ออนุรักษ์นวดแผนไทย

ตอนนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจนว่าจะได้รับการคลายล็อกตอนไหน คงต้องรอความคืบหน้าในการประชุม ศบค.ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ ถึงจะรู้ว่าเป็นอย่างไร คาดหวังว่าจะได้รับการพิจารณา เพราะกลุ่มธุรกิจอย่างนวดแผนไทย ยืนยันได้ว่าเราไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงต้นต่อของการแพร่ระบาด เพราะมีการระมัดระวังป้องกันการแพร่ระบาดทั้งเกิดจากสถานที่หรือพนักงานผู้ให้บริการ ที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดการระบาดรอบแรก มาถึงวันนี้ 18 เดือน ได้เข้มงวดตามมาตรการของภาครัฐตลอด และกัดฟันอดทนมาตลอด จนขณะนี้ธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพและสปา ล้มตายจำใจต้องเลิกกิจการแล้ว 90% คงเหลือในวันนี้แค่ 10% ธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมสนับสนุนเพื่อสุขภาพ สธ.จำนวน 2.8 หมื่นราย มีแรงงานรวมประมาณ 7 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับสาธารณสุขกว่า 2.3 แสนคน เมื่อต้องทยอยปิดตัวลงจากมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐ จึงเหลือธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพประมาณ 2 พันรายเท่านั้น และในจำนวนนี้ไม่รู้ว่าจะเปิดให้บริการได้ทันทีไหม หาก ศบค.ประกาศคลายล็อกดาวน์

ในด้านความปลอดเชื้อนั้น มั่นใจ เพราะนวดเพื่อสุขภาพจะเน้นนวดเฉพาะขา คอ บ่า ไหล่ ไม่ได้นวดศีรษะ ทุกครั้งมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผู้เข้ารับบริการ มีการวัดอุณหภูมิ และเปลี่ยนผ้าปูเตียงและอุปกรณ์ที่ใช้ทุกรอบ ผู้ให้บริการก็มีเข้มงวดการปิดแมสก์ และสัมผัส หรือเข้าใกล้น้อยกว่าหลายบริการ อย่างเสริมสวย ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น การคลายล็อกดาวน์ให้กับธุรกิจบริการนวดแผนไทย ที่สร้างมีรายได้
เข้าระบบเศรษฐกิจขั้นต่ำ 5-6 หมื่นล้านบาท จะเป็นการพยุงการจ้างงานโดยตรงกับโดยอ้อมที่เกี่ยวข้องธุรกิจ เช่น สินค้าเพื่อนวด ของที่ระลึก และอุปกรณ์ด้านโฆษณา กว่า 2 แสนคน ให้กลับมามีรายได้อีกครั้ง

ที่สำคัญจะเป็นการดึงดูดการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและการเปิดประเทศมาไทย เพราะจากผลสำรวจนักท่องเที่ยวทั่วโลก ถามว่าต้องการมาเที่ยวแล้วต้องการอะไรอีก อันดับแรก คือ ต้องการมาใช้บริการนวดแผนไทย และเข้าสปาเพื่อความผ่อนคลาย อันดับต่อมาคือเข้าเที่ยวในวัดพระแก้ว อยากให้รัฐบาลนำเรื่องเหล่านี้ไปพิจารณาในการคลายล็อกด้วย ที่ไม่แค่ 9 สมาคมธุรกิจ และรวมถึงการเปิดในสถานที่รองรับการท่องเที่ยวด้วย อีกเรื่องคือ หลักการพิจารณาคลายล็อกน่าจะดูผลกระทบในหลายมิติ อย่างกรณีล็อกดาวน์ร้านค้าของชำทั่วไป ห้ามเปิดให้คนเข้าไปในร้าน แต่ร้านสะดวกซื้อปล่อยให้คนเข้าไปเลือกสินค้าได้ตลอด ขณะที่ร้านของชำต้องหาพนักงานมาหยิบสินค้าป้อนลูกค้า ส่วนใหญ่กำลังเงินไม่พอก็ต้องปิดร้านชั่วคราว