‘3 วีโว่’ พร้อมทนาย ยื่น ‘ฟ้องแพ่ง ตร.’ เรียกค่าเสียหาย ปม ‘เก็บลวดหนาม’ แยกอุรุพงษ์ ถูกจับกุมมิชอบ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม กลุ่ม We Volunteer หรือ วีโว่ โดย นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ หัวหน้าการ์ดวีโว่ พร้อมสมาชิกอีก 2 คน และทนายความจาก ภาคีนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน เดินทางไปยังศาลเเพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อทำการยื่นฟ้องร้องต่อศาลฯ เรียกค่าเสียหายจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สืบเนื่อง กรณีการเข้าจับกุมกลุ่ม We volunteer โดยมิชอบ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2563 บริเวณ แยกอุรุพงษ์ ถนน เพชรบุรี กรุงเทพมหานคร ขณะที่กลุ่ม We volunteer กำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนในการเก็บรื้อลวดหนามที่กีดขวางเส้นทางสัญจร และทางม้าลายข้ามถนน จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ และอุปสรรคของพี่น้องประชาชนในพื้นที่
โดยปรากฎว่าการเข้าจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ไม่ได้มีหมายจับ หรือเป็นการกระทำผิดซึ่งหน้าแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกายสมาชิกในกลุ่มอีกด้วย และได้มีการข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ว่าจะแจ้งข้อกล่าวหากระทำผิดฐานลักทรัพย์เพิ่มเติม โดยการกระทำในครั้งนี้ของเจ้าหน้าที่ ถือได้ว่าเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และการจับกุมโดยไม่ได้มีหมาย ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อเสรีภาพและมุ่งสร้างความกลัวและก่อให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจต่อผู้อยู่ในเหตุการณ์
ทั้งนี้ ศาลรับฟ้องเป็นคดีหมายเลข พ. 1663/2564
ด้าน ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เปิดเผยรายละเอียดการยื่นฟ้อง ว่า
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2563 โจทก์ทั้ง 3 และพวก ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม WeVo เดินทางมาที่แยกอุรุพงษ์ และตกลงว่าจะช่วยเก็บลวดหนามหีบเพลงและรั้วเหล็กออกไปจากบริเวณสี่แยกอุรุพงษ์เพื่อความปลอดภัย และนำไปคืนให้กับ สน.พญาไท ภายหลังจากได้รับแจ้งจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยก่อนหน้านี้ ได้มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้ว แต่ไม่มีการดำเนินการเก็บลวดหนามหีบเพลงดังกล่าววางทิ้งไว้อย่างไม่เป็นระเบียบ จนอาจก่อให้เกิดอันตรายกับประชาชนและสร้างความลำบากในการชีวิตใช้ชีวิตให้กับประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางสัญจรผ่านไปมา รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง
ทั้งนี้ ก่อนที่จะเข้าเก็บลวดหนามนั้น โจทก์ทั้งสามและพวกได้มีการประกาศผ่านเพจ We Volunteer เพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาเก็บลวดหนามหีบเพลงออกไปจากพื้นที่ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่เข้ามาดำเนินการ โจทก์ทั้ง 3 และพวกจึงเข้าไปเก็บลวดหนามหีบเพลงและรั้วเหล็กคืนเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับถ่ายทอดสถานการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และมีการติดไฟให้แสงสว่าง ไม่ได้กระทำการโดยปกปิด ประกอบกับในวันดังกล่าว โจทก์ทั้ง 3 และพวกได้รับความช่วยเหลือจากประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงและตำรวจจราจร และโจทก์ทั้ง 3 และพวกได้มีการชี้แจ้งขั้นตอนการปฏิบัติงานผ่านสื่อมวลชนอย่างเปิดเผย
อย่างไรก็ดี ในขณะที่โจทก์ทั้ง 3 และพวกกำลังเก็บลวดหนามหีบเพลงอยู่นั้น เจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนหลายกองร้อย กลับเข้ามาปิดล้อมและจับกุมโจทก์ทั้ง 3 และพวก พร้อมกล่าวหาว่าโจทก์ทั้ง 3 และพวกกระทำความผิดในฐาน มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นโดยใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา 215 เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่ชุมนุมมั่วสุมเลิกไปแล้วไม่เลิก, ร่วมกันต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติตามหน้าที่ และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่

การเข้าจับกุมและตั้งข้อหาของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุดังต่อไปนี้
#การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นการกระทำที่เกินจำเป็น เกินกว่าเหตุ และไม่ได้สัดส่วน
การที่โจทก์ทั้ง 3 และพวกจำนวนไม่มากนัก เข้าช่วยเก็บลวดหนามหีบเพลงและรั้วเหล็กด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยมีเจตนาที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในฐานะพลเมืองดี โดยที่ไม่ได้มีการก่อความวุ่นวายใดๆ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายร้อยนายเข้าจับกุมและตั้งข้อหาดังกล่าว กรณีจึงเป็นการเข้าจับกุมโดยที่โจทก์ทั้ง 3 และพวกไม่ได้กระทำผิดตามกฎหมายตามที่ถูกกล่าวหาในบันทึกจับกุม เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่เกินจำเป็น เกินกว่าเหตุ และไม่ได้สัดส่วนอีกด้วย
#เจ้าหน้าที่ตำรวจจับโดยไม่มีหมายจับ มีการข่มขู่และทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสามและพวก
การจับกุมของเจ้าหน้าที่ในคืนวันที่ 7 ธันวาคม 2563 ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมโดยไม่มีหมายจับ และไม่ใช่กรณีของการกระทำผิดซึ่งหน้า นอกจากนี้ ยังปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้กำลังทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้ง 3 และพวก และโจทก์ทั้งสามและพวกยังถูก พ.ต.อ. อรรถวิทย์ สายสืบ ข่มขู่ว่าจะแจ้งข้อหากระทำผิดฐานลักทรัพย์เพิ่มเติม ทั้งๆ ที่โจทก์ทั้ง 3 และพวกไม่ได้ลักทรัพย์แต่อย่างใด การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังที่กล่าวมานี้ จึงถือได้ว่าเป็นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และการเข้าการจับกุมโดยไม่มีหมายจับดังกล่าว ย่อมเป็นการกระทำที่กระต่อเสรีภาพของโจทก์ทั้ง 3 และมุ่งสร้างความกลัวและก่อให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจของโจทก์ทั้ง 3 และพวก
#พนักงานสอบสวนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างเพียงพอ
ร.ต.อ. ศิวะ กลับพันธ์ พนักงานสอบสวน ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตั้งข้อกล่าวหาต่อโจทก์ทั้ง 3 และพวก และมีการทำความเห็นสั่งฟ้องถึงพนักงานอัยการ ไม่ได้ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างเพียงพอ ซึ่งเป็นการถ้าหากได้พิจารณารวบรวมหลักฐานอย่างเพียงพอแล้ว ย่อมจะพึงเห็นได้ว่าโจทก์ทั้ง 3 และพวกไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด การเร่งแจ้งข้อกล่าวหาและทำความเห็นสั่งฟ้องดังกล่าว จึงเป็นการจงใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้ง 3 และพวก เป็นการใช้อำนาจเพื่อกลั่นแกลงให้โจทก์ทั้ง 3 และพวกได้รับโทษ จึงเป็นการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นการกระทำโดยมิชอบ
ดังนั้น เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยเหตุดังกล่าว ประกอบกับการเข้าจับกุม ปิดล้อมพื้นที่ รวมถึงการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงการจับกุมโจทก์ทั้ง 3 และพวก จนเป็นเหตุทำให้ประชาชนเข้าใจว่าโจทก์ทั้ง 3 และพวกกระทำผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้ง 3 ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้กับโจทก์ทั้ง 3 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

