เมื่อวันที่ 19 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เห็นความผิดปกติและความไม่เป็นธรรมในการออกคำสั่งมาตรา 44 ให้ตนชดใช้ค่าเสียหาย ตลอดถึงการยึดทรัพย์ เพราะ 1.คดีที่ตนถูกฟ้องร้องอยู่ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล แต่กลับมีความเร่งรีบ รวบรัด ให้มีการเตรียมการยึดทรัพย์ของตนและผู้ที่เกี่ยวข้อง แทนที่จะให้ความเป็นธรรมกับกระผม โดยนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้ตนต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ดังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ดำเนินการอยู่ ดีกว่าการใช้อำนาจพิเศษตามที่รัฐบาล ซึ่งมาจากการรัฐประหารกำลังใช้อยู่ในขณะนี้ จะสง่างามกว่า ทั้งที่โดยหลักและเจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับกรณีทางแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการที่จะวินิจฉัยข้อเท็จจริงในทางแพ่งจะต้องยึดเอาตามข้อเท็จจริงที่ได้จากคดีอาญา ดังนั้น เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตนจึงเห็นว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งที่จะใช้อำนาจทางการบริหารแทนอำนาจของศาลเพื่อยึดทรัพย์ของกระผม
2.ในส่วนเรื่องค่าเสียหายที่จะใช้คำสั่งเพื่อยึดทรัพย์นั้น ในกรณีนี้กระผมเห็นว่า กรณีตัวเลขความเสียหายดังกล่าวเป็นตัวเลขที่ไม่ชัดเจนว่าได้มีความเสียหายเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เป็นเงินจำนวนเท่าไร เพราะคดีอาญายังไม่เสร็จสิ้น และเป็นการลัดขั้นตอน
3.ผู้ที่จะลงชื่อในคำสั่งบังคับทางปกครองเป็นอำนาจหน้าที่ของใคร ในประเด็นนี้ตนทราบว่ามีการถกเถียงหารือว่าใครจะเป็นผู้ลงชื่อในเอกสารคำสั่งบังคับทางปกครอง ทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และปลัดกระทรวง หรือว่าคำสั่งบังคับทางปกครองนี้มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นเผือกร้อน มีพิรุธ ทุกคนที่มีอำนาจหน้าที่ต่างหลีกเลี่ยงที่จะลงนาม หรือเกรงกลัวว่าจะเป็นเหมือนข้าราชการคนก่อนๆ ที่กระทำตามหน้าที่ตามนโยบายของรัฐบาลแต่กลับถูกดำเนินคดีอยู่ในปัจจุบัน
นายบุญทรงระบุอีกว่า ตนขอแจ้งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายว่า การนำมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาใช้บังคับเกี่ยวกับกรณีคำสั่งบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถที่จะใช้คำสั่งมาตรา 44 สั่งมาให้หน่วยงานต่างๆ ทำการยึดทรัพย์โดยให้มีผลคุ้มครองเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติให้ไม่มีความผิด แต่ต้องอย่าลืมว่าสิ่งที่ปฏิบัตินั้นต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว หากดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาไม่มีการกลั่นแกล้งกันหรือกระทำในสิ่งที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ก็ไม่เห็นจะต้องมีมาตรา 44 มาให้ความคุ้มครองอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้ใช่หรือไม่ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เป็นฝ่ายปฏิบัติเกรงกลัว เพราะทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าไม่สามารถดำเนินการได้ หรือคำสั่งบังคับทางปกครองนี้ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความเป็นจริงและเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่จะล้มล้างกันในทางการเมืองให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องดับสูญสิ้นไป ดังคำพูดหลุดจากปากนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่า “พี่ไม่ใช่นักการเมือง” ตนยืนยันว่าในกรณีคำสั่งโดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 เป็นการดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
“ตนขอยืนยันว่าตนจะดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องจนกว่าจะถึงที่สุด แม้ว่าจะต้องไปต่อสู้กันในศาลกี่ศาลก็ตาม หากไม่เช่นนั้นก็อย่าไปมีกฎหมายอะไรให้มากเรื่อง ใช้ มาตรา 44 บริหารและปกครองบ้านเมืองนี้ไปเสียเลย” นายบุญทรง กล่าว

