การอภิปรายทั่วไปเพื่อลากไส้ ประจานอย่างจะแจ้งจนเป็นที่ประจักษ์กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยอมจำนน
1 ลาออก หรือไม่ก็ 1 ยุบสภา
อาจเป็นเป้าหมายใหญ่ หรือเป็น “ยุทธศาสตร์” ร่วมที่ทุกพรรคฝ่ายค้าน ล้วนต้องการเหมือนกันในการเปิดศึกครั้งนี้
ไม่ว่า “เพื่อไทย” ไม่ว่า “ก้าวไกล”
กระนั้น ในความเป็นจริงที่ผ่านการอภิปรายทั่วไปมาแล้ว 2 ครั้ง ประสานเข้ากับการรุกไล่ของขบวนการ “เยาวชน” นอกรัฐสภา
ยากยิ่งที่จะทลาย “ป้อมค่าย” ของ “รัฐบาล”
เพราะพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ยังกอดเกาะ “เก้าอี้” อยู่อย่างเหนียวแน่นและมั่นคง
จึงต้องปรับเปลี่ยน “ยุทธวิธี” และ “เป้าหมาย”
กล่าวในทาง “ยุทธศาสตร์” ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคก้าวไกลล้วนพุ่งปลายหอกใหญ่ไปยัง พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา
พรรคเพื่อไทยถึงกับเล่น 2 ประสาน
นั่นก็คือ ประสานขุนพลของตนบนเวทีของรัฐสภาอย่างหนักแน่น เข้ากับการเคลื่อนไหวผ่านโลกออนไลน์ ผ่านเครือข่ายโซเชียล
“รวมพลังประชาชน รวมพลไล่ประยุทธ์”
ขณะที่พรรคก้าวไกลทำนามธรรมแห่ง “ระบบราชการรวมศูนย์” ของระบอบประยุทธ์ให้ปรากฏผ่านรูปธรรมแห่ง “ระบอบปรสิต”
ฉายภาพผ่านสถานการณ์ “โควิด”
อีกด้านหนึ่งก็รุกไล่เข้าไปรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นของกระทรวงสาธารณสุขไม่ว่าจะเป็นของกระทรวงแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ทะลวงเข้าไปเพื่อสร้างปัญหาจาก “ภายใน”
การเสนอรายชื่อรัฐมนตรีเพิ่มเข้ามาอีก 5 รายชื่อนอกเหนือจากกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
อันเป็นตัวแทนใหญ่
1 ต้องการเอา “บทบาท” ย่อยขับเน้นบทบาท “ใหญ่”
ขณะเดียวกัน 1 ต้องการเจาะทะลวงเข้าไปภายในความสัมพันธ์อันบอบบางไม่เพียงระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคร่วมรัฐบาล
หากแต่ที่สำคัญคือ “ภายใน” ของพรรคพลังประชารัฐ
นั่นก็คือ ภายในพรรคพลังประชารัฐมีความขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรี “ว่าการ” กับรัฐมนตรี “ช่วยว่าการ” ดำรงอยู่
ภายหลังการเปลี่ยนตัว “เลขาธิการพรรค”
มีการเคลื่อนไหวบ่อนเซาะไปยังตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
นี่คือจุดอันนำไปสู่แนวทาง ป้อมค่ายตีแตกจากภายใน
ด้านหนึ่ง การอภิปรายกระหน่ำไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้านหนึ่ง การอภิปรายกระหน่ำไปยังรัฐมนตรีที่แวดล้อมอยู่โดยรอบ
สร้างจุดขัดแย้ง สร้างจุดอ่อนง่ายต่อการปรับเปลี่ยน
เป้าหมายโดยพื้นฐานก็คือ การสร้างความขัดแย้ง “ภายใน” ไม่ว่าในพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่น
ปัจจัยนี้คือเงื่อนไขนำไปสู่ “การปรับเปลี่ยน” ใน ครม.

