‘สมพงษ์’ ปล่อยไก่เรียกนายกฯผิด พร้อมอัด ‘บิ๊กตู่’ ไร้ความสามารถ จัดการโควิดล้มเหลว ค้าความตาย โอหัง คลั่งอำนาจ เอาความดีใส่ตัวเอาชั่วใส่ ปชช. ไร้ค่าในความทรงจำ ขอ ส.ส.ร่วมเจตจำนงให้ ‘พล.อ.ประยุทธ์’ ลาออก
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นรายบุคคล
เวลา 10.00 น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร อ่านญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
โดยเริ่มจาก พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเป็นบุคคลไร้ความสามารถที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาล การบริหารราชการแผ่นดินเกิดความล้มเหลว โดยเฉพาะช่วงที่ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 จนปัจจุบันกว่า 19 เดือน พล.อ.ประยุทธ์ได้รวมศูนย์อำนาจ รวบอำนาจและมีอำนาจตามกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งนี้ ปัจจุบันการแพร่ระบาดเข้าไปสู่ชุมชน ระยะเวลา 4 เดือน มีผู้ติดเชื้อเกือบเก้าแสนคน และเสียชีวิตกว่าเจ็ดพันคน สถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์มีไม่เพียงพอ ระบบสาธารณสุขไทยล้มเหลวเกินขีดความสามารถ โดย พล.อ.ประยุทธ์มีหน้าที่และอำนาจในการจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้ประชาชนทั่วถึงและรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ รวมถึงวัคซีนทางเลือกอีกหลายประเภทที่ประชาชนต้องการ แต่กลับล่าช้า เลื่อนลอย การตรวจหาเชื้อก็ทำได้ในปริมาณน้อย มีมาตรการไม่แน่นอน เครื่องมือการตรวจหาเชื้อไม่เพียงพอ

นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนมาตรการควบคุมโรคก็ไร้ทิศทาง ผิดเป้าหมายและแผนงาน ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับผลกระทบและความเสียหายจากมาตรการของรัฐ อาทิ การล็อกดาวน์ การสั่งปิดสถานประกอบการ ขณะที่การกู้เงินของรัฐบาลจำนวนมากกลับนำมาใช้จ่ายอย่างไร้ทิศทาง ไม่ลำดับความสำคัญ ใช้เงินงบประมาณหมดไปกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์รู้ดีว่าประเทศตกอยู่ในสงครามของโรคระบาด ไม่ใช่สงครามของการสู้รบ
“ท่ามกลางวิกฤตการณ์ดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่สุจริต มีพฤติการณ์ฉ้อฉล ทุจริตต่อหน้าที่ในหลายเรื่อง ทั้งการจัดหาวัคซีนที่มีพฤติการณ์ปิดบังอำพราง ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ไม่ทั่วถึง เลือกปฏิบัติ และไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตและแสวงหาประโยชน์ของบรรดานักการเมือง พวกพ้อง และข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งการทุจริตเกี่ยวกับการจัดหาและจองวัคซีนล่วงหน้า” นายสมพงษ์กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวอีกว่า ส่วนการซื้อวัคซีนก็หลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเปิดประตูให้มีการทุจริต และยังมีการทุจริตในการกระจายวัคซีนโดยเลือกปฏิบัติ รวมถึงการทุจริตในเรื่องอื่นๆ พฤติการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์มีลักษณะค้าความตาย เห็นวัคซีนเป็นสินค้าสาธารณะ เหิมเกริม คิดการใหญ่โตในการสร้างกำไรจากวัคซีนร่วมกับนายอนุทิน หวังกอบโกยผลประโยชน์บนซากศพและคราบน้ำตาของประชาชน เพิกเฉยละเลยทำให้ประชาชนสูญเสียโอกาสที่จะได้รับวัคซีนที่หลากหลายและทั่วถึง
“การบริหารราชการแผ่นดินทำให้ประชาชนเดือดร้อน เศรษฐกิจของประเทศดิ่งเหว ประเทศไทยถึงจุดที่เรียกว่าตกต่ำที่สุด และการที่ประชาชนต้องติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก เป็นผลโดยตรงจากการไร้ความสามารถ ความไม่ซื่อสัตย์สุจริต ความไม่รอบคอบระมัดระวัง ไม่สนใจต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนและประโยชน์ของประเทศชาติ
“พล.อ.ประยุทธ์และพวกพ้องไม่ยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนโดยส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ใจดำ ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน และจากความโอหังและการเสพติดในอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ทำให้อยู่ในสภาพของคนเป็นโรคโอหังคลั่งอำนาจ (Hubris Syndrome) ไม่อยู่ในภาวะที่จะเป็นผู้นำประเทศได้อีกต่อไป
“หากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะทำให้ประชาชนติดเชื้อและเสียชีวิตมากยิ่งขึ้น จนไม่สามารถที่จะหาสถานที่ฌาปนกิจได้ทันและเพียงพอ และไม่มีหนทางที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด ประชาชนจะต้องทนทุกข์ทรมานทั้งจากโรคและการดำรงชีวิต บ้านเมืองจะไร้ซึ่งความสงบสุขร่มเย็น อันจะนำมาซึ่งความหายนะของประเทศชาติอย่างแท้จริงตามที่มีการกล่าวกันว่า ‘ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด’ เพราะคนโง่คือภัยอันตรายร้ายแรงเมื่อได้กลายเป็นผู้มีอำนาจ” นายสมพงษ์กล่าว

นอกจากนี้ นายสมพงษ์ยังอภิปรายถึงรัฐมนตรีรายอื่นๆ ด้วยว่า นายอนุทิน ไร้ความสามารถในการกำกับดูแลงานด้านสาธารณสุขของประเทศ มีพฤติกรรมคุยโม้โอ้อวด ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฉ้อฉล หลอกลวงประชาชน ส่งผลให้การบริหารงานของกระทรวงสาธารณสุขล้มเหลว ผิดพลาดบกพร่อง โดยเฉพาะการรับมือกับโรคโควิด-19
นายสมพงษ์กล่าวว่า นายสุชาติ ขาดความรู้ความสามารถที่จะบริหารราชการของกระทรวงแรงงาน ทำให้ผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบทั้งระบบ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปล่อยปละละเลยให้แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายปะปนอยู่ในระบบแรงงาน และเกิดการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานผิดกฎหมายดังกล่าว จนเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดของโรคโควิด
นายสมพงษ์กล่าวอีกว่า ขณะที่ นายศักดิ์สยาม มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ มุ่งแสวงหากอบโกยผลประโยชน์จากโครงการขนาดใหญ่ของหน่วยงานที่อยู่ในกำกับ และจงใจไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่มีความซื่อสัตย์ โดยบุกรุกครองที่ดินของรัฐเพื่อนำมาเป็นของตนและเครือญาติอย่างฉ้อฉล ประพฤติตัวเสเพล ไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง เข้าไปในแหล่งอบายมุข เป็นต้นต่อการแพร่ระบาดโควิด
นายสมพงษ์กล่าวว่า ส่วน นายเฉลิมชัย ไร้ความสามารถบริหารงาน ปล่อยให้เกิดโรคระบาดสัตว์จนส่งผลกระทบต่อเกษตรกร และ นายชัยวุฒิ พบการใช้ตำแหน่งและสื่อของรัฐบิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างความแตกแยกในสังคม มุ่งประโยชน์การเมืองมากกว่าประโยชน์ประเทศและประชาชน
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ประเทศในเวลานี้มาถึงจุดวิกฤตอีกครั้ง คือวิกฤตโรคระบาดที่คนไทยกำลังเผชิญอย่างหนักในขณะนี้ แต่วิกฤตที่เลวร้ายรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตของโลก คือวิกฤตผู้นำรัฐบาลที่โอหังคลั่งอำนาจ ไร้ประสิทธิภาพและน่าละอาย คือผู้นำที่ขาดความรู้ ความสามารถในการจัดการปัญหา บริหารประเทศอย่างไร้ระบบ ไม่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงระบบงานที่เกี่ยวกับงานบำบัด รักษา ฟื้นฟูเยียวยา เพื่อการป้องกันดูแลประชาชนในทุกพื้นที่ ไม่มีทิศทางในการพัฒนาชีวิตทางด้านเศรษฐกิจในอนาคตของไทย
“ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์และพวกได้แสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส ไม่สามารถเปิดเผยข้อเท็จจริงของการจัดสรรงบประมาณในสถานการณ์เร่งด่วน ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ทั้งในประเทศและประชาคมโลกเห็นถึงศักยภาพในการกอบกู้วิกฤตครั้งนี้
“ในทางตรงกันข้าม สะท้อนภาพของการบริหารจัดการที่ล้มเหลว ไม่มียุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ในการป้องกันปัญหา มีแต่การแก้ปัญหาผ่านคำแถลงที่เอาแต่ตำหนิประชาชน มีแต่การบริหารงานด้วยปาก พ่นคำพูด เอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้ประชาชน มีแต่ความเป็นผู้นำหลงตัวเอง หลงอำนาจ ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง จนไม่สามารถจัดการปัญหาใดๆ ได้เลย” นายสมพงษ์กล่าว

นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ขณะที่ทุกประเทศในโลกเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตโรคระบาด แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้นำไทยไร้ความสามารถ และไม่เข้าใจในการประเมินสถานการณ์ของโรคระบาด ทำให้เกิดผลกระทบตามมามากมาย ในที่สุดก็ไม่สามารถปกป้องให้ประชาชนปลอดภัยจากการเผชิญกับวิกฤตนี้ได้ การแก้ปัญหาของผู้นำเป็นแบบเก่งคนเดียว รวบอำนาจทั้งหมดไว้ที่ตัว แต่ขาดความรู้ความเข้าใจและสนใจที่จะฟังเสียงของประชาชน
นายสมพงษ์กล่าวว่า ทุกวันนี้การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์จึงมีสภาพเป็นผู้นำที่ขับเคลื่อนการทำงานแล้วถูกด่าประจำ ทุกวันนี้ประชาชนต้องส่งเสียงก่นด่าที่กลั่นออกมาจากความคับแค้น ประชาชนสิ้นหวัง แต่ทุกวันนี้ผู้นำของเรายังร่าเริง ยิ้มย่องจ๊ะจ๋าได้ตลอดเวลา แอบอ้างสร้างภาพและเอาความดีเข้าตัว ขณะเดียวกันก็เกรี้ยวกราด กล่าวโทษโยนความผิดให้ประชาชน ทั้งๆ ที่มีประชาชนล้มตายเป็นใบไม้ร่วงทุกวันอย่างน่าอนาถ
“สิ่งเหล่านี้นายกฯได้ยินหรือไม่ สิ่งเหล่านี้บอกได้ชัดเจนว่าท่านไม่ได้มีประชาชนอยู่ในหัวใจเลยแม้แต่น้อย พล.อ.ประยุทธ์ท่านจะยอมรับหรือไม่ คำกล่าวที่มีคนพูดเสมอว่าท่านใจดำ ไร้หัวใจความเป็นมนุษย์ โอหัง คลั่งอำนาจ ผมเชื่อว่าท่านคงไม่ยอมรับ แต่เป็นคำอธิบายของตัวท่านอย่างชัดเจนที่สุดในเวลานี้
“พล.อ.ประยุทธ์ทราบหรือไม่ว่าการบริหารราชการของท่านและพวก ระยะเวลาทุกๆ 7 นาที มีคนไทยต้องตายเพราะการบริหารจัดการการระบาดของโควิดที่ผิดพลาด ล้มเหลวอย่างร้ายแรง และประเทศไทยในเวลานี้เกิดเกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจวันละ 8 พันล้านบาท จากการบริหารงานที่ย่ำแย่” นายสมพงษ์กล่าว
ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวต่อว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์และพวก คือรัฐบาลที่บริหารจัดการประเทศอย่างไร้องค์ความรู้ ไร้จริยธรรมและไร้ศีลธรรม เป็นรัฐบาลที่กล้าค้าความตาย ส่งมอบความเจ็บปวดทุกข์ทรมานให้กับประชาชน โดยที่นายกฯไม่รู้สึกละอายในสิ่งที่เกิดขึ้น 19 เดือนที่โควิดระบาดในประเทศไทย ไม่เร่งหาจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ มีคนเจ็บคนตาย แต่นายกฯเวิร์กฟรอมโฮม ไม่เคยลงมาจากหอคอยเพื่อมาร่วมทุกข์กับประชาชนเลย ที่นายกฯไม่อยากเห็นภาพเหล่านี้เพราะกลัวความจริง ไม่กล้าเผชิญความจริง และท่านต้องยอมรับว่าท่านเป็นผู้นำที่ขี้ขลาดที่สุด และหากไม่โง่ก็คงโกง ท่านต้องตอบให้ได้ว่าคนของท่านมีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าคุณค่าชีวิตของประชาชน
“ถ้าท่านคิดว่าผลพวงที่ท่านดำเนินการอยู่นี้ ประชาชนแบกภาระกันเอง ผมเชื่อว่าท่านน่าจะต้องพิจารณาว่าควรจะลาออกไปเสียดีกว่า ทั้งหมดนี้คือความล้มเหลวพังทลาย สาเหตุมาจากความบกพร่องทางสติปัญญา ทางอารมณ์ของผู้นำ จึงขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่ง เพราะนอกจากการอภิปรายของ ส.ส.ฝ่ายค้าน ยังพบว่ามีประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกเช่นกัน
“จึงขอให้ ส.ส.หยุดมองประโยชน์ส่วนตน เปิดหัวใจมองเห็นชีวิตประชาชน ร่วมเจตจำนงกับประชาชนให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออก และ ส.ส.รัฐบาลต้องเข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์คือผู้นำ คือความอับอายของประเทศ ไม่สามารถทำให้ประเทศพ้นวิกฤต ไม่ใช่ผู้นำที่แก้ปัญหาใดๆ ไม่ใช่ผู้นำของอนาคตหรือความหวังของลูกหลาน แต่คือสิ่งไร้ค่า ความหมายในความทรงจำของคนรุ่นต่อไป ผมและพรรคฝ่ายค้านเห็นว่าไม่อาจไว้วางใจให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำหน้าที่บริหารราชการต่อไป” นายสมพงษ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายสมพงษ์อ่านญัตติไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์นั้น นายสมพงษ์ได้กล่าวชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ผิดเป็น พล.อ.ประยุทธ์ ยงใจยุทธ ถึง 2 ครั้ง ทำให้สมาชิกบางส่วนส่งเสียงหัวเราะและแสดงสีหน้าเลิ่กลั่กกัน พร้อมกับมีส่งเสียงกระซิบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นอกจากนั้นยังมีการประท้วงจาก นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ อยู่เป็นระยะๆ โดยกล่าวหาว่าใช้ถ่อยคำใส่ความ อาทิ ค้าความตาย ผู้นำโง่ เราจะตายกันหมด ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นห่วง ไม่อยากให้มีการใส่ความกัน และขอให้พรรคพลังประชารัฐดูแลนายกฯ จะมาใส่ความกันไม่ได้ ซึ่งนายชวนวินิจฉัยว่าไม่ขัดข้อบังคับ



