ปชป.หนุน ศบค.คลายล็อก 1 ก.ย. ร้องผ่อนให้ฟิตเนส-สปา-ธุรกิจกลางคืนเปิดได้ด้วย

ปชป.หนุน ศบค.คลายล็อก 1 ก.ย. ร้องผ่อนให้ฟิตเนส-สปา-ธุรกิจกลางคืนเปิดได้ด้วย แนะรัฐขยายผลมาตรการ รง.ปลอดภัยให้ครอบคลุมทุกกิจการสู่การเปิดประเทศ

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) คลายมาตรการล็อกดาวน์ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้ ว่าตนขอบคุณ ศบค.ที่ได้คลายล็อกดาวน์ให้ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านตัดผม ร้านนวด ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ เปิดบริการได้อีกครั้ง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังมีมาตรการบางอย่างที่อาจต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น อาทิ การกำหนดให้นั่งรับประทานในร้านอาหารได้ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือ 70 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงการยังสั่งให้งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง อาจไม่เหมาะสมกับลักษณะของบางร้าน และอาจสร้างความลำบากให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่มาใช้บริการได้ นอกจากนี้ การล็อกดาวน์ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการฟิตเนส สระว่ายน้ำ สปา สถานบันเทิง และกลุ่มธุรกิจกลางคืน ที่ถูกสั่งปิดกิจการมานาน แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาของภาครัฐ จึงอยากให้ ศบค.พิจารณาถึงความเดือดร้อนของกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ และคลายมาตรการล็อกดาวน์ที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วน รวมทั้งอนุญาตให้ประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อย 1 เข็ม สามารถเข้าใช้บริการได้ด้วย เพื่อทำให้ธุรกิจภาคกลางวันและกลางคืนกลับมาเดินหน้าต่อได้ก่อนจะเปิดประเทศในเดือน ต.ค.นี้

ด้านนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้ด้านเศรษฐกิจจะมีการคลายล็อกดาวน์แล้ว แต่ต้องดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดต่อไป และจากการพบว่าการติดเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่เป็นการติดจากคนใกล้ชิด เพื่อนร่วมงาน และคนในครอบครัว เราจึงเสนอให้ขยายผลการจัดทำมาตรการเพื่อโรงงานปลอดภัย หรือ “Good Factory Practice” ให้ครอบคลุมสำหรับทุกโรงงาน และนำมาปรับใช้สำหรับองค์กรต่างๆ ซึ่งกรมอนามัยกำหนด 4 มาตรการคือ มาตรการด้านการป้องกันโรค, มาตรการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม, มาตรการเสริมสำหรับโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่, มาตรการเมื่อพบผู้ติดเชื้อ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเรายังต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางโรคโควิด-19 นอกจากโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว องค์กรขนาดเล็กที่มีจำนวนพนักงานต่ำกว่า 50 คน ควรมี Good Practice เป็นของตัวเองเช่นเดียวกันภายใต้มาตรการควบคุมโรค เพื่อให้ทุกภาคส่วนเตรียมปรับตัวเข้าสู่ยุคนิว นอร์มอล สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้โดยเร็ว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon