หน้าแรก การเมือง ‘วิโรจน์’ งัด...

‘วิโรจน์’ งัดคลิป-เอกสาร ฟาดยับ ‘ประยุทธ์-อนุทิน’ แฉแหลกทำแผนจัดหาวัคซีนลวงโลก

1.09.21 | 18:39 น.

‘วิโรจน์’ แฉแหลก ‘ประยุทธ์-อนุทิน’ ทำแผนจัดหาวัคซีนลวงโลก เจอ ภูมิใจไทยประท้วง อภิปรายติดขัด เหน็บสวน งูเพ่นพ่านกลางสภา

เมื่อเวลา 15.40 น. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้เริ่มการอภิปรายด้วยการเปิดคลิปวิดีโอที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พูดว่าในไตรมาส 3 วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจะมีเต็มโรงพยาบาล เต็มแขนคนไทย เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ มีวัคซีน 63 ล้านโดส ไม่พอเก็บ จากนั้นนายวิโรจน์ระบุว่า ตนเคยเตือนการกระจายความเสี่ยงวัคซีนเมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวก่อน เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วันนั้นคนระดับรัฐมนตรียืนยันแล้ว ตนก็เบาใจ ไม่เคยคิดว่าคนระดับรัฐมนตรีจะกล้าโกหกกลางสภา คิดว่ามีการทำสัญญา จองซื้อ หรือลงนามกันแล้ว แต่ปรากฏว่าหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านเพียง 2 เดือน ถึงเพิ่งจะมามีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แก้สัญญา เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 แก้จากจำนวน 23 ล้านโดส เป็น 61 ล้านโดส ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 นายอนุทินบอกไทยมีวัคซีนโควิดมากสุดในเอเชีย ถ้านับเป็นอัตราส่วนประชากร ไทยไม่แพ้ใครในโลกนี้ รัฐมนตรีพูดแบบนี้ เป็นใครคงคิดว่าได้ลงนาม ระหว่างคู่สัญญา คือ รัฐบาลไทยกับแอสตร้าเซนเนก้าแล้ว ไม่มีใครกล้าคิดว่าจะมีแผนจัดหาวัคซีนลวงโลก ภายใต้การบริหารงานและคบคิดกัน ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายอนุทิน เพิ่งมาเชื่อ เมื่อไม่นานมานี้ จากการค้นข้อมูลการเบิกจ่ายเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ทำให้รู้ความจริงว่า แผนงานและโครงการเพื่อจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ป้องกันวัคซีนโควิด และห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ที่มีวงเงินอนุมัติสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท เบิกจ่ายไปได้แค่ 1,081 ล้านบาท เบิกจ่ายได้แค่ 7% แผนงานโครงการด้านสาธารณสุข เพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินมีวงเงินอนุมัติไป 1,727 ล้านบาท เบิกไปได้เพียง 156 ล้านบาท คิดเป็น 9%

นายวิโรจน์กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการขาดความพร้อมที่จะดูแลรักษาชีวิตของประชาชน จะอ้างว่างบไม่มีไม่ได้ หลายคนต้องป่วยตายคาบ้าน เพราะเข้าไม่ถึงการรักษา อย่าอ้างว่าระเบียบราชการเกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน นายอนุทินยังอ้างได้บ้าง แต่คนที่อ้างไม่ได้เลยคือ นายกฯ เพราะตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน พล.อ.ประยุทธ์มีอำนาจจากพระราชบัญญัติ 31 ฉบับ และพระราชกำหนดฉุกเฉิน ถ้ารัฐบาลเตรียมความพร้อมได้ดีกว่านี้ ประชาชนไม่ตายมากขนาดนี้ ตนอยากถามว่า พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทินจะชดใช้อย่างไร

การที่นายอนุทินสัญญาว่าแอสตร้าฯ จะส่งมอบวัคซีนให้ได้ 61 ล้านโดสภายในปี 2564 หมายความว่าต้องมีข้อบังคับที่ทำให้แอสตร้าฯ ส่งมอบวัคซีนให้กับประเทศไทยตามแผนการจัดหา 61 ล้านโดสให้ได้ แต่เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ก็มีโรงพยาบาลหลายแห่งประกาศว่าจะฉีดได้เฉพาะคนที่ลงทะเบียนวันที่ 7 มิถุนายน ส่วนวันต่อไป ให้เลื่อนการฉีดออกไปหรือให้รอการนัดหมายใหม่ โดยนายอนุทินกลับให้เหตุผลว่า หน่วยฉีดวัคซีนฉีดเร็วเกินไป ถ้าฐานข้อมูลสต๊อกวัคซีนไม่มีปัญหา หรือการเชื่อมโยงกับระบบหมอพร้อมไม่มีปัญหาประชาชนก็คงได้ฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น และเพิ่งจะลงตัวเมื่อไม่นานนี้เอง ถ้าเรื่องนี้นายอนุทินไม่ผิด คนที่ต้องรับก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเป็นคนยกเลิกการลงทะเบียนระบบหมอพร้อม

Advertisement

นายวิโรจน์กล่าวว่า จนเมื่อเดือนมิถุนายน อธิบดีกรมควบคุมโรคได้ให้สัมภาษว่าตัวเลข 61 ล้านโดสในแผนการการจัดหาวัคซีน เป็นศักยภาพในการฉีดไม่ใช่จำนวนวัคซีนแอสตร้าฯ ที่ต้องส่งมอบ แล้วที่ประชาสัมพันธ์ผ่านทุกช่องทางหมายความว่าอย่างไรนี่คือการหลอกลวงประชาชนหรือไม่ แทนที่นายอนุทินจะให้ความเชื่อมั่นกลับตอบว่า อย่าไปนับแบบนั้น เพราะแอสตร้าฯ ขายให้ไทยในล็อตนี้ คือซื้อไปเรื่อยๆ ก็คงจะถึง 61 ล้านโดส แล้วมันคือวันไหน แผนการจัดหาวัคซีนเป็นแผนจริงหรือแผนลวงโลก ไหนบอกว่าจะมีวัคซีนเต็มแขนประชาชนจนไม่พอเก็บ ดังนั้นคนที่ต้องรับคือ พล.อ.ประยุทธ์

จากนั้นนายวิโรจน์ได้เปิดคลิปของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ให้สัมภาษณ์แผนการจัดหาวัคซีนตามเป้าหมายในแต่ละเดือน โดยเมื่อใช้คำกล่าวว่า แผนการจัดหาวัคซีนลวงโลก

ได้ทำให้นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ซึ่งได้เคยประกาศตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์นายอนุทิน ได้ลุกขึ้นประท้วงว่า ประธานเพิกเฉยกับคำว่าวัคซีนลวงโลก ถ้าจะบอกว่าด้อยค่าหรือไม่มีประสิทธิภาพถือว่ารับได้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาคนที่ 1 ที่ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม กล่าวว่า ตนรับฟังอยู่ ผู้อภิปรายไม่ได้ระบุว่าวัคซีนไหนเป็นวัคซีนลวงโลก เป็นเพียงการกล่าวถึงสัญญาไม่เป็นไปตามคำพูด จึงให้อภิปรายต่อได้ ทำให้นายวิโรจน์กล่าวชมนายสุชาติว่า ประธานสภาเก่ง ที่สามารถฟังภาษางูได้ นายคารมจึงตอบโต้ทันทีว่า ตนมีสิทธิประท้วง เพราะกิริยามารยาทและรูปแบบการอภิปรายเป็นแบบนี้ จะส่อเสียดตน หรือจะเก่งกาจ จะลีลาก็ไป ตนก็ไม่ได้กลัวท่าน

นายวิโรจน์จึงกล่าวอธิบายต่อว่า จากนั้นปรากฏว่ารัฐบาลได้รับการส่งมอบวัคซีนแอสตร้าฯ ในเดือนมิถุนายน เพียง 5,130,000 โดส ต่ำกว่าแผนการจัดหาที่ต้องได้รับ 6,333,000 โดส ต่างกันถึง 1,200,000 โดส ทำให้หลายคนถูกเลื่อนฉีดวัคซีนจนต้องตาย ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติก็ได้เปิดเผยว่าแอสตร้าฯ น่าจะส่งมอบวัคซีนให้กับรัฐบาลไทยได้เพียงเดือนละ 5-6 ล้านโดสเท่านั้น ยืนยันว่าไม่เป็นไปตามแผน 61 ล้านโดส ทำให้ประชาชนร้องอุทานว่าที่ผ่านมารัฐบาลของประชาสัมพันธ์แบบที่ผ่านมาได้อย่างไร เมื่อเข้าไปดูในตัวสัญญาทั้งหมดก็พบว่า สัญญาที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำเอาไว้ ไม่ได้มีการระบุประมาณการการส่งมอบในแต่ละเดือนเอาไว้จริงๆ พล.อ.ประยุทธ์ไปทำสัญญาที่หละหลวมแบบนี้ได้อย่างไร แผนการจัดหาวัคซีนลวงโลกถูกสารภาพจนสิ้นไส้ ในช่วงวันที่ 15-18 กรกฎาคม เหมือนจังหวะซิตคอม เมื่อนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การส่งมอบวัคซีนแอสตร้าฯ 61 ล้านโดส ได้ขยายกรอบเวลาไปถึงเดือนพฤษภาคม 2565 โดยไม่ได้ระบุว่าต้องส่งมอบภายในปี 2564 นอกจากนี้ที่ผ่านมาประชาชนคิดว่ารัฐบาลได้เซ็นสัญญาซื้อขายเรียบร้อยแล้วแต่ความจริงเพิ่งจะเซ็นสัญญาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2564 นี้เอง

นายวิโรจน์กล่าวว่า นอกจากนี้หากพิจารณาจากหนังสือจากคณะกรรมการกันกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่ นร 1106/(คกง.) 207 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2563 ระบุชัดว่าหากใช้เงินกู้อุดหนุนบริษัทเอกชน ซึ่งในที่นี้คือบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ ในการผลิตวัคซีนชนิดไวรัล เวกเตอร์ ต้องมีเงื่อนไขจำกัดสิทธิการส่งออกเพื่อให้ประเทศไทยได้รับสิทธิในการซื้อวัคซีนที่ผลิตในไทยเป็นอันดับแรกตามจำนวนที่ต้องการ ถ้านำเงินกู้ไปอุดหนุนก็ต้องรับกับเงื่อนไขนี้ สุดท้ายประชาชนอยากรู้ว่านำเงินกู้หรือนำเงินส่วนไหนไปอุดหนุน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจอนุมัติงบกลาง ในวงเงิน 600 ล้านบาทไปอุดหนุนให้กับบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ โดยไม่นำเงินกู้ไปอุดหนุน เพราะหากใช้เงินกู้ก็ต้องรับกับเงื่อนไขจำกัดการส่งออก จากนั้นนายอนุทินก็รับไม้ต่อ ไปลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงในการทำสัญญา โดยยอมรับข้อตกลงกับทางแอสตร้าฯ ให้ส่งออกโดยปราศจากข้อจำกัด เมื่อเป็นเช่นนี้ พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทิน จึงไม่กล้าบังคับใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีน เพื่อจำกัดการส่งออกวัคซีนที่ผลิตโดยบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์

สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์กระทำเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเป็นการนำเอาสถาบันมาสร้างความนิยมทางการเมืองโดยไม่คำนึงชีวิตของประชาชนคนไทย ทำให้ พ.ต.ท.ฐนภัทร ​กิตติวงศา ส.ส.จันทรบุรี พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเคยอยู่พรรคอนาคตใหม่ ได้ลุกขึ้นประท้วงว่า การกล่าวอ้างของนายวิโรจน์ เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง และอย่าได้กล่าวอย่างนี้อีก โดยนายสุชาติได้วินิจฉัยให้นายวิโรจน์พยายามหลีกเลี่ยงไม่เอ่ยถึงสถาบัน ซึ่งนายวิโรจน์ก็น้อมรับ และกล่าวแนะนำประธานสภาว่า “ประธานควรจะหากำมะถันมาโรยในสภา เพราะงูเพ่นพ่านเหลือเกิน” จนทำให้ พ.ต.ท.ฐนภัทร ร้อนตัวจนนั่งไม่ติด ลุกขึ้นกล่าวตอบโต้ว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” จากนั้นนายสุชาติก็ให้อภิปรายต่อไปได้ เพราะเป็นคำพูดที่อยู่ในญัตติ

นายวิโรจน์กล่าวว่า เมื่อวัคซีนแอสตร้าฯ ไม่เป็นไปตามเป้าจึงทำให้ไทยต้องไปยืมวัคซีนจากประเทศภูฏานมา 1.5 แสนโดส ใช่หรือไม่ นอกจากนี้รัฐบาลยังดึงดันซื้อวัคซีนซิโนแวค ทั้งที่ตอนนี้การระบาดในประเทศเป็นเชื้อเดลต้า และวัคซีนซิโนแวคมีข้อท้วงติงว่ามีประสิทธิภาพที่ไม่สูงนัก ในการรับมือกับสายพันธุ์เดลต้า ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า การอภิปรายพูดซ้ำกับคนอื่น และได้พูดกันตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมแล้ว ซึ่งนายอนุทิน และแพทย์ ก็ได้ชี้แจงประเด็นนี้จนเป็นที่เข้าใจในเรื่องของวัคซีนซิโนแวคเรียบร้อยแล้ว โดยนายสุชาติวินิจฉัยว่า พยายามอย่าอภิปรายในเชิงว่า วัคซีนยี่ห้อนั้น ยี่ห้อนี้คุณภาพต่ำ และพยายามหลีกเลี่ยงในการพูดซ้ำประเด็น

นายวิโรจน์จึงอภิปรายต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทินมีเจตนาเอาชีวิตของประชาชนทั้งประเทศไปเสี่ยงเดิมพันกับแอสตร้าฯ ที่ผลิตโดยบริษัทเอกชน ต่อให้มีปัญหาเกิดขึ้นก็จะสั่งซื้อวัคซีนที่สามารถสั่งซื้อได้เร็ว มาฉีดแก้ขัดไปก่อน กีดกันวัคซีนยี่ห้ออื่น ไม่ยอมซื้อวัคซีนไฟเซอร์มาสำรองไว้ตั้งแต่แรก ไม่ยอมให้วัคซีนยี่ห้ออื่นมาตัดหน้า แย่งซีนวัคซีนที่ตัวเองตั้งธงเอาไว้ จนการระบาดเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และก็ไม่ยอมเข้าร่วมโครงการโคแวกซ์ โดยอ้างว่าไม่อยากซื้อวัคซีนในราคาแพง ซึ่งตนไม่พูดถึงเรื่องราคา เพราะต่อให้วัคซีนแพงแค่ไหน ก็ไม่มีทางแพงกว่าชีวิตของประชาชน ไม่มีทางแพงกว่าเงินเยียวยาที่รัฐบาลต้องจ่าย และไม่มีทางแพงกว่าความย่อยยับทางเศรษฐกิจ โดย พล.อ.ประยุทธ์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบที่ไม่เข้าร่วมโครงการโคแวกซ์ จนไม่มีวัคซีนให้ประชาชนที่เพียงพอ จะโยนบาปให้ข้าราชการไม่ได้

นายวิโรจน์กล่าวว่า นายอนุทินชี้แจงกับสภาว่าซื้อวัคซีนซิโนแวคมาแล้ว 30 ล้านโดส ใช้เงินไปประมาณ 12,000 ล้านบาท ก็ต้องถามว่า ตอนที่นายอนุทินชี้แจงจงใจลืมเปลี่ยนหน่วยสกุลเงินจากดอลลาร์สหรัฐ เป็นบาทหรือไม่ จงใจทำให้ตัวเลขน้อย เป็นการนำข้อมูลเท็จมาชี้แจง เพื่อหลอกลวงประชาชนหรือไม่

นายวิโรจน์กล่าวว่า ส่วนกรมการแพทย์พยายามทำให้ประชาชนเข้าถึงยาฟาวิพิราเวียร์ได้เร็วที่สุดเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต แต่ พล.อ.ประยุทธ์กลับมีความคิดที่จะกลบตัวเลข ไม่อยากมีงาน หรือมีการรายงานตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนต้องตรวจซ้ำตรวจซ้อน กว่าผู้ป่วยจะเข้าถึงยาอาการก็หนัก และอาจเสียชีวิต ต่อมาพล.อ.ประยุทธ์กลับคิดที่จะออกกฎหมายที่นิรโทษกรรมล่วงหน้าให้ตัวเองและพวก ผ่านการออกพระราชกำหนดจำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งต่อมาได้กลับเปลี่ยนแนวทางเป็นการแก้ไขพระราชบัญญัติโรคติดต่อ เพื่อเป็นการสอดไส้

นายวิโรจน์กล่าวว่า มีการอุปโลกน์แผนวัคซีนลวงโลกมาหลอกลวงประชาชน ซ้ำร้ายยังบริหารระบบสาธารณสุขจนล้มเหลว ชีวิตสิ้นหวังรอติด รอตรวจ รอตาย สุดท้ายยังต้องรอเตา จากพฤติกรรมที่ผ่านมาของ พล.อ. ประยุทธ์และนายอนุทิน โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ตนอยากจะบอกว่า ลูกคุณ คุณก็รัก ลูกสาวของตนอายุ 7 ขวบ

“เมื่อวานนี้ผมเห็นชื่อของเขา อยู่บนเพาเวอร์พอยต์ ท่านถึงขั้นตามเด็ก ป.1 แล้วหรือครับ ถ้าอยากจะตามไปตามพ่อผม เพราะพ่อผมรอ พล.อ.ประยุทธ์อยู่นานแล้ว ผมคิดว่าหัวเด็ดตีนขาดทั้งสองคนก็คงจะไม่ลาออกแน่ ขอให้ลาออกจากความเป็นคนอาจดูง่ายกว่า ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของสภา ที่จะต้องกอบกู้ความหวังของประชาชนทั้งประเทศให้กลับคืนมา ด้วยการดึงให้ทั้งสองคนพ้นจากตำแหน่ง ไม่ให้ก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนได้อีกต่อไป ปลายทางของคนทั้งสองคงไม่พ้นนรกโลกันตร์ แต่ก่อนนั้นความหวังของประชาชนคือ อยากเห็นคนทั้งสองอยู่ในคุกตะราง” นายวิโรจน์กล่าว

เมื่อนายวิโรจน์อภิปรายจบ นายศุภชัยได้ประท้วงว่า ผู้อภิปรายใช้ถ้อยคำซึ่งเกินกว่าที่เราจะใช้กัน เป็นถ้อยคำที่รุนแรง ถ้าเราปล่อยให้มีมาตรฐานในการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วสามารถใช้ถ้อยคำรุนแรงแบบนี้ได้ก็จะไม่ดีแน่ และอยากจะบอกว่าสิ่งที่เราจะอภิปรายให้กับประชาชนได้รับรู้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุภาพด้วย การที่บอกว่าตายแล้วต้องตกนรกเป็นถ้อยคำที่เกินสมควรของปัญญาชนที่จะใช้ และวันนี้สถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้นจริง ซึ่งมีความรุนแรง แต่ผู้อภิปรายกลับพยายามทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและกลัว นายสุชาติจึงได้วินิจฉัยให้นายวิโรจน์ถอนประโยคที่เป็นในเชิงแช่ง

นอกจากนี้ ในตอนหนึ่งนายคารมได้ประท้วงเมื่อนายวิโรจน์อีกครั้งว่า การพูดมีงูชุม นายวิโรจน์จะบอกว่า ตนเป็นงูเห่าก็พูดมาเลย ตนเป็น ส.ส. ที่มีจิตสำนึกต่อบ้านเมือง รักษาประโยชน์ของประชาชน โดยนายสุชาติได้วินิจฉัยให้นายวิโรจน์ถอนคำพูด เพราะสภาไม่มีงู ก่อนที่นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า “ผู้ประท้วงคือนายคารม ไม่ได้บอกว่าตัวเองอยู่พรรคอะไร และนั่งอยู่ในที่ของพรรคอะไร”

ทั้งนี้ในการอภิปรายของนายวิโรจน์ ได้มี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย รวมถึง ส.ส.งูเห่า ลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะ เช่น นายศุภชัย นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อดีตสังกัดพรรคอนาคตใหม่ นายคารม พ.ต.ท.ฐนภัทร นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นประท้วงทำให้การอภิปรายเป็นไปอย่างติดขัด