เพื่อ ปชต.ที่ตั้งมั่น ‘แนวร่วม มธ.’ ยืนยัน ‘สันติวิธี’ ชี้ไม่ใช่สยบยอม มีกว่า 198 ทางต่อต้านรัฐ
เมื่อวันที่ 3 กันยายน สืบเนื่อง แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และ กลุ่มทะลุฟ้า ประกาศนัดหมายชุมนุมใหญ่ ยืนยันดันเพดาน “ราษฎรไม่ไว้วางใจมึง” ที่แยกราชประสงค์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. คู่ขนานการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎรวันสุดท้าย ก่อนลงมติวันพรุ่งนี้ (4 ก.ย.) นั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้โพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดียถึงแนวทางการเคลื่อนไหวทางการเมือง เรื่อง “ทำไมเราควรเคลื่อนไหวด้วยแนวทางสันติวิธีมากกว่าความรุนแรง” โดยระบุว่า หลายคน “เชื่อ” ว่าความรุนแรงสามารถสร้างแรงกดดันที่สูง และสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว
แต่ในความเป็นจริง การเก็บข้อมูลจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมทั่วโลกในช่วงปี ค.ศ.1900-2006 กว่า 323 ขบวนการ พบว่าขบวนการที่ยึดมั่นในสันติวิธีประสบความสำเร็จ โดยข้อเรียกร้องได้รับการตอบสนองกว่าร้อยละ 53 ขณะที่ขบวนการที่ใช้ความรุนแรง ประสบความสำเร็จเพียงร้อยละ 26 เท่านั้น
หลายคน “เชื่อ” ว่า ไม่ว่าจะใช้ความรุนแรงหรือสันติวิธี รัฐมีโอกาสการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ไม่ต่างกัน
แต่ในความเป็นจริง จากการศึกษาพบว่า ขบวนการที่ใช้ความรุนแรงมีแนวโน้มจะถูกสังหารหมู่กลับจากภาครัฐสูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ขบวนการที่ใช้สันติวิธีมีโอกาสถูกใช้ความรุนแรงกลับจากภาครัฐเพียง 23 เปอร์เซ็นต์ (ICNC ,2018)
หลายคน “เชื่อ” ว่า ไม่ว่าขบวนการจะใช้ความรุนแรงหรือไม่ รัฐไทยก็สามารถหาข้ออ้างใช้ความรุนแรงได้อยู่ดี
แต่ในความเป็นจริง แม้ไม่อาจรับประกันได้ว่าผู้ใช้สันติวิธีจะไม่ถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากฝ่ายตรงข้าม แต่การใช้สันติวิธีจะรักษาความชอบธรรมแก่ขบวนการเคลื่อนไหว และลดทอนการใช้ความรุนแรงอย่างชอบธรรมจากรัฐ ขณะที่การใช้ความรุนแรงของขบวนการเคลื่อนไหวจะเปิดช่องให้ภาครัฐใช้ความรุนแรงอย่างชอบธรรม รวมถึงการออก “ใบอนุญาตในการสั่งฆ่า” (License to Kill) เพื่อใช้ความรุนแรงอย่างมหันต์ได้
หลายคน “เชื่อ” ว่า สันติวิธีคือการนิ่งเฉยสยบยอมต่ออำนาจรัฐเมื่อมีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม
แต่ในความเป็นจริง การใช้ปฏิบัติการสันติวิธีไม่ใช่การอยู่เฉย หรือการไม่ทำอะไรเลย การใช้สันติวิธีเป็นการกระทำ(Action) ซึ่งมีรูปแบบหลากหลาย ดังกรณีการศึกษาของ Gene Sharp ที่เคยเสนอวิธีปฏิบัติการไร้ความรุนแรงในการต่อต้านกับภาครัฐไว้มากถึง 198 วิธี (Sharp, 1973)
หลายคน “เชื่อ” ว่า ยุทธวิธีการเคลื่อนไหว ไม่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้น หรือลดลง ของผู้เห็นด้วยกับขบวนการ
แต่ในความเป็นจริง การใช้ความรุนแรงมีโอกาสบั่นทอนแนวร่วม และยากแก่การโน้มนาวชักจูงผู้คนให้เห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง ขณะที่สันติวิธีเป็นแนวทางการเคลื่อนไหวที่มีสมรรถภาพในการโน้มน้าวชักจูงผู้คน ทั้งฝ่ายที่เป็นกลาง และฝ่ายตรงข้าม ให้หันมาสนใจ กระทั่งเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของขบวนการเคลื่อนไหวได้
หลายคน “เชื่อ” ว่า ไม่ว่าจะใช้ความรุนแรงหรือสันติวิธี ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือการได้ประชาธิปไตยเหมือนกัน
แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์และวิธีการในการไปสู่ผลลัพธ์ทางการเมืองนั้น ไม่อาจแยกออกจากกันได้โดยสมบูรณ์ ผลลัพธ์ที่ได้มาจากการเคลื่อนไหวด้วยแนวทางสันติวิธี เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน มีแนวโน้มจะเป็น ‘ประชาธิปไตยที่ลงหลักตั้งมั่น’ มากกว่าผลลัพท์ที่ได้จากการใช้ความรุนแรง
อ้างอิง
Maria J. Stephan and Erica Chenoweth. (2008).
“Why Civil Resistance Works: The Strategic Logic of Nonviolent Conflict.” International Security 33, no. 1: 7-44.
ICNC. (2018). Nonviolent Resistance and Prevention of Mass Killings During Popular Uprisings. from https://www.nonviolent-conflict.org/…/nonviolent…
Sharp, G., In Finkelstein, M. S., & Schelling. T. C. (1973). The politics of nonviolent action.
#ม็อบ3กันยา
#อภิปรายไม่ไว้วางใจ

