หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้นำรัฐบาล เกิดข่าวความขัดแย้งกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และรอยร้าวภายในพรรค พปชร. มีกระแสข่าวถึงการล็อบบี้โหวตคว่ำนายกรัฐมนตรี ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อต่อรองปรับคณะรัฐมนตรี
ผศ.ดร.ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.นเรศวร

หลังจากนี้ มองว่าเสถียรภาพของรัฐบาลไม่ต่างจากเดิม พรรคพลังประชารัฐเองก็เป็นการรวมตัวกัน
ของ ส.ส.ที่ออกมาจากพรรคอื่นๆ จากหลายกลุ่ม หลายมุ้งอยู่แล้ว เหตุการณ์ก็จะเหมือนเดิม แต่
ต้องดูว่าผู้จัดการพรรคอย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค จะจัดสรรตำแหน่งของรัฐมนตรีในโควต้าของพรรคได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนพรรคร่วมรัฐบาล คิดว่าไม่น่ามีปัญหา ถ้าพูดกันตรงๆ คือ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอื่นๆ คงไม่สามารถไปไหนได้ กล่าวโดยสรุปคือ จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เต็มที่คือปรับ ครม.
ถามถึงรอยร้าวในฝ่ายรัฐบาลและกระแสข่าวบีบ พล.อ.ประยุทธ์ให้ออก โดย พล.อ.ประวิตรรักษาการแทนนั้น มองว่ามีโอกาสแต่น้อย และผู้ที่จะมารักษาการแทนตำแหน่งนายกฯไม่น่าใช่ พล.อ.ประวิตร เพราะศักยภาพ
ไม่ต่างจาก พล.อ.ประยุทธ์เท่าไหร่ คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คือการปล่อยข่าวออกมาก่อนเพื่อกดดัน เป็นการส่งสัญญาณ พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ได้ต้องจัดสรรที่นั่งรัฐมนตรีให้มุ้งต่างๆ ในพลังประชารัฐ แต่ถึงที่สุดแล้ว คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็จะได้รับการโหวตไว้วางใจ เพียงแต่เสียงที่ไว้วางใจอาจจะน้อยกว่าคนอื่น
ส่วนโอกาสที่พรรคเล็กจะไปรวมกับพรรคใหญ่ มองว่าไม่มีโอกาส เสถียรภาพของรัฐบาลไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว พรรคร่วมรัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่น ต่อให้พรรคประชาธิปัตย์หรือภูมิใจไทยเองถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ออกไปร่วมกับฝ่ายค้าน เสียงฝ่ายค้านตอนนี้ไปรวมกับเสียงประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ก็สู้เสียง ส.ว.กับพลังประชารัฐไม่ได้อยู่ดี
ส่วนพรรคฝ่ายค้านอาจจะมีความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้างในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่หนักหนาขนาดที่ทำให้พรรคฝ่ายค้านแตก มันคุยกันได้ เพราะมีเป้าหมายร่วมกัน
ถามว่ากรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการลงมติไว้วางใจ จะมีการปรับ ครม.เพื่อดำเนินการใดกับ ร.อ.ธรรมนัสหรือไม่นั้น คงจัดการ ร.อ.ธรรมนัสได้ยาก เพราะมีพลัง เป็นผู้ที่มีเสียงสนับสนุนค่อนข้างเยอะ วิธีที่ดีที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์อาจโปรโมตกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส หรือตัว ร.อ.ธรรมนัสเองขึ้นมามากกว่าการปลดออก ไม่ใช่วิธีที่ฉลาด เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีฐานเสียง ฐานเสียงคือพรรคพลังประชารัฐ หากเอา ร.อ.ธรรมนัสออกไป ก็เท่ากับไม่เหลือฐานเสียง ทางออกจึงมีไม่มาก
สำหรับกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้รับเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ธรรมเนียมปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยมารยาทมี 2 ทางคือ 1.ยุบสภา 2.คณะรัฐมนตรีลาออกทั้งคณะ ถ้าเป็นอย่างหลัง ต้องมีการโหวตร่วมกันในรัฐสภา ตามในรัฐธรรมนูญปี 2560 ส.ว.ก็ต้องมาร่วมโหวตด้วย สุดท้าย คิดว่าพลังประชารัฐ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ก็จะเกาะกันไปอย่างนี้ เว้นแต่ พล.อ.ประยุทธ์จะใช้อำนาจที่มีอยู่ในมืออย่างสุดท้ายคือยุบสภา แต่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายยังไม่ผ่านเรียบร้อยดี ยังไม่ได้กระจายงบกันไป
พูดง่ายๆ คือกระสุนที่ใช้ในการเลือกตั้งยังไม่พร้อม
พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ขณะนี้มีร่องรอยความไร้เสถียรภาพออกมาให้เห็นจากความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ มีการเคลื่อนไหวจากเลขาธิการพรรคจะให้ฟรีโหวตหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของ ส.ส. แต่โดยบรรทัดฐานความเป็นอิสระก็มีข้อจำกัด ต้องโหวตตามมติพรรค แต่ครั้งนี้การเปิดฟรีโหวตจากปัญหาภายในของพรรคจะต่างจากแบบแผนที่เคยปฏิบัติ ดังนั้นก่อนจบการอภิปราย ต้องมีการพูดคุยเจรจาเพื่อจัดการความขัดแย้งภายในพรรคให้ลงตัวหรือไม่ หากจัดการไม่ได้ก็มีผลกระทบ
ปมขัดแย้งระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับกลุ่มของเลขาธิการพรรคจะลงเอยอย่างไร ยืนยันว่าต้องเจรจา หรือ หลังจบการอภิปราย นายกฯจะใช้อำนาจทำอย่างไรกับเลขาธิการพรรคหรือไม่ ถ้าไม่มีข้อตกลงก็ส่งผลกับการโหวต ถ้าตกลงกันได้เลขาธิการพรรคก็เป็นรัฐมนตรีต่อไป ทำให้การโหวตเป็นไปตามแบบแผนเดิม แต่ขณะนี้อำนาจการต่อรองอยู่ที่ผู้ทรงบารมีภายในพรรค แต่เมื่อลงมติจบแล้วอำนาจจะกลับไปที่นายกรัฐมนตรีตามเดิม
มีความเป็นไปได้ในการปล่อยฟรีโหวต อาจมี ส.ส.กลุ่มหนึ่ง โหวตในทิศทางอื่น ทำให้คะแนนเสียงไว้วางใจลดลง แต่ทำให้เสียงไม่ไว้วางใจมากกว่าหรือไม่ก็คงจะคาดเดาได้ยาก เพราะว่าถึงที่สุดบางครั้งการจะแตกหักในสถานการณ์แบบนี้เป็นเรื่องที่อ่อนไหวสำหรับ 2 ฝ่ายพอสมควร แต่ถ้าตัดสินใจจะแตกหัก หมายความว่าในช่วงจังหวะลงคะแนนการโหวตจะเป็นช่วงที่อ่อนไหวที่สุด
กลุ่มที่โหวตจะต้องมั่นใจว่าเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ออกจากรัฐบาลไปแล้ว ผู้ที่จะมาแทนคงจะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ถ้าหากไม่มั่นใจก็จะโหวตไปตามแบบแผนเดิม แต่เชื่อว่าฝ่ายของเลขาธิการพรรคแสดงอาการเพื่อต้องการให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี จะส่งผลเชิงบวกต่อการเตรียมการเพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ที่ดูเหมือนคะแนนนิยมจะตกเหมือนเป็นรถยนต์เก่า และอาจวางมือทางการเมือง ผู้ที่อยู่ในสนามการเมืองอาจมองว่าไม่เป็นผลดีมากนัก ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจะส่งผลดีกับพรรคมากกว่า
แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.ประวิตร มีมาอย่างยาวนาน อาจมีการต่อรองเพื่อหารูปแบบอื่นๆ เช่น อาจปรับ ครม.ผลักดันให้ พล.อ.ประวิตรไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ควบตำแหน่งรองนายกฯ เพื่อสร้างประโยชน์กับคะแนนนิยมของพรรคได้มาก เป็นหลักประกันทำให้มีโอกาสชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไป ถ้าออกมารูปแบบนี้ การลงโหวต พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังได้รับความไว้วางใจต่อไป
ถ้ามองโอกาสทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อสืบทอดอำนาจในโอกาสต่อไป มองในเชิงส่วนตัว พล.อ.ประยุทธ์อาจจะไม่เล่นการเมืองแล้วหลังจบจากการเมืองสมัยนี้ แต่คงจะหาทางลงสวยๆ ส่วน พล.อ.ประวิตรยังดำรงอยู่ทางการเมือง จากการติดตามสถานการณ์เชื่อว่า พล.อ.ประวิตรน่าจะมีความปรารถนาในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ไม่น้อย
หลังการโหวตอาจจะมีการปรับ ครม. ส่วนการเมืองนอกสภามีแนวโน้มประชาชนออกมาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์มากขึ้น สำหรับโอกาสการทำรัฐประหาร ถ้าบอกว่าจะไม่มีก็คงไม่ได้ เพราะยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเกิดขึ้น ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากกว่าในอดีต
กระแสของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยและพร้อมจะออกมาต่อต้าน ใครที่คิดจะทำก็ต้องคิดหนัก เมื่อเป็นแบบนี้ระยะสั้นคงไม่มีใครกล้าเสี่ยง เพราะจะคุมสถานการณ์ไม่ได้และยิ่งทำให้มีความรุนแรงมีมากขึ้น
พนัส ทัศนียานนท์
นักวิชาการด้านนิติศาสตร์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะปรับ ครม.หรือยุบสภา มีความเป็นไปได้ ต้องดูปัจจัยหลักว่าจะแก้ปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐได้หรือไม่ หากแก้ไขไม่ได้ก็ต้องลาออกหรือยุบสภาแต่ต้องคิดด้วยว่าจะใช้วิธีการอย่างไรที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสกลับมาอีก หากไม่อยากลงจากหลังเสือ เนื่องจากกลัวจะต้องเจอปัญหาที่เคยทำไว้ หรือเพราะยังหลงอยู่ในวังวนของอำนาจ โดยไม่ดูว่าประชาชนขาดโอกาสจากการบริหารที่ล้มเหลวสร้างความเสียหายให้ประเทศไว้อย่างไร
แต่ถึงที่สุด พล.อ.ประยุทธ์อาจต่อรองด้วยการปรับ ครม.ครั้งใหญ่ให้ตัวเองอยู่ต่ออีกระยะ เพื่อตอบสนองข้อต่อรองที่มีเสียงเรียกร้องภายในพรรค และในสถานการณ์แบบนี้จะสะท้อนให้เห็นว่าความแข็งแกร่งของ 3 ป. ยังมีจุดอ่อน จากร่องรอยความขัดแย้ง ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยจากภายนอกเข้าไปผสมโรง ด้วยการตอกลิ่มความขัดแย้งให้ร้าวหนักกว่าเดิม และต้องดูว่าพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ จะคิดอย่างไร หาก 2 พรรคนี้เห็นว่าคะแนนการโหวตจากพรรคร่วมไม่มีเอกภาพ ก็จะตัดสินใจถอนตัวออกไม่ร่วมรัฐบาล จึงเหลือหนทางเดียวคือยุบสภาเลือกตั้งใหม่
แต่ก่อนจะยุบสภาต้องรอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 เพื่อใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ พรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทย มีความเห็นตรงกัน แม้พรรคภูมิใจไทย พรรคก้าวไกล และบรรดาพรรคเล็กจะไม่เห็นด้วย แต่เชื่อว่าที่ประชุมรัฐสภาจะโหวตให้ผ่าน เพราะมีดีลไว้ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่การโหวตผ่านร่างของพรรคประชาธิปัตย์ในวาระแรก
ดังนั้นไม่ต้องวิตกกังวลว่ากลุ่ม 250 ส.ว.ที่ พล.อ.ประยุทธ์แต่งตั้งมาจะมีปัญหาในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในช่วงขาลง เนื่องจาก ส.ว.ทั้งหมดอ่านเกมแล้ว ต้องเอาตัวรอด ทำอย่างไรก็ได้ให้อยู่ครบ 5 ปี ตามบทเฉพาะกาล เพราะถ้ายังดันทุรังหนุน พล.อ.ประยุทธ์ต่อไปก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางการเมืองประชาชนก็จะได้มองเห็นว่า ใครจะทำอะไรก็เพื่อประโยชน์ของกลุ่มตัวเองแทบทั้งนั้น
การลงมติหลังการอภิปรายไม่วางใจ พล.อ.ประยุทธ์กับ 5 รัฐมนตรีจะรอดหรือไม่ก็อยู่ที่การเจรจา หากคุยกันได้ลงตัวก็ต้องปรับ ครม.ใหญ่ มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ พล.อ.ประยุทธ์หากรอดจากการโหวตแล้ว ยังคงสถานภาพลอยตัวอยู่เหนือพรรคพลังประชารัฐแบบเดิม ต้องดูว่าทีมกุนซือของนายกรัฐมนตรีจะวางแผนไว้อย่างไร หากยื้อต่อไปไม่ไหวก็ต้องหาทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ลงอย่างปลอดภัยที่สุด
สำหรับอนาคตของพรรคพลังประชารัฐ โดยส่วนตัวมองว่าพรรคจะแตก ส่วนมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวมีโอกาสจะแรงขึ้น เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์มีท่าทีจะอยู่ต่อ แต่ถ้าลาออกมวลชนจะเบาลง ทุกฝ่ายจะต้องรอดูความเปลี่ยนแปลงถือเป็นโอกาสสำคัญที่สุดในรอบ 7 ปี ที่จะชี้ชะตากรรมของการสืบทอดอำนาจโดยกลุ่ม คสช. และเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์คงไม่ลาออกด้วยตัวเอง
แม้ในทางการเมืองถือว่าจบอนาคตไปแล้ว จากการตัดสินใจตั้งพรรคการเมืองเฉพาะกิจที่มีหลายมุ้งขึ้นมาหนุนสืบทอดอำนาจ เชื่อว่า 3 ป. คงทราบดีว่าจะต้องเจอนักการเมืองใช้อำนาจต่อรอง แต่คิดว่าน่าจะเอาอยู่จากอำนาจเก่าหรือมีท่อน้ำเลี้ยง
แต่ของจริงในการเมืองไทย การอยู่ในอำนาจอย่างยาวนานจะต้องมีบารมีมากกว่านี้ ต้องไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน และต้องควรศึกษาตัวอย่างการบริหารอำนาจจาก พล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)

ในส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจหนนี้ สำหรับนายกฯกับ 5 รัฐมนตรี โดยเฉพาะ 5 รัฐมนตรียังดูไม่ออก เท่าที่ฝ่ายค้านอภิปรายมาไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ เนื่องจากใช้เวลาไม่มากในการอภิปรายรัฐมนตรีแต่ละคน แต่ดูเหมือนว่าการอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่องการบริหารจัดการโรคโควิดและวัคซีนก็ดี เรื่องอื่นๆ ที่อภิปรายกันก็ดี เป็นที่ทราบว่า บริหารจัดการล้มเหลว ข้อมูลที่นำมาใช้ ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ด้วยความชัดเจนว่ามีปัญหาอะไรบ้างในการบริหารประเทศช่วงที่ผ่านมา แต่นายกฯก็ไม่ลาออก จึงคิดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คงไม่ได้ทำให้นายกฯลาออก
ก่อนเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมมองไม่เห็นอยู่แล้วว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเปลี่ยนรัฐบาลได้ด้วยวิธีไหน ต่อให้มีข้อมูลที่ดีกว่านี้มาอภิปราย เท่าที่ติดตามการอภิปราย แทบไม่มี ส.ส.เข้าประชุม ฉายภาพกว้างทีไรเก้าอี้ว่างตลอด คนไหนอภิปราย พรรคนั้นก็จะมีเพื่อนๆ มานั่งสัก 10 คน ให้ดูเต็มๆ ด้วยเหตุนี้ ส.ส.ไม่น่าจะวินิจฉัยแล้วโหวตอะไรจากการมาฟังอภิปราย กล่าวคือเหตุผลในสภาไม่ทำงาน
หากมีการโหวตไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น ส่วนการเคลื่อนไหวนอกสภาคงมีเช่นเดิม ไม่มีใครคาดหวังว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วนายกฯจะไป แต่ก็ต้องดูควบคู่ไปกับกระแสเกมแก้รัฐธรรมนูญด้วย เนื่องจากว่ากำลังจะมีการแก้ระบบการเลือกตั้ง น่าจะสำเร็จ ผ่านวาระ 3 ภายในเดือนกันยายนนี้ เพราะเมื่อผ่านวาระ 2 แล้ววาระ 3 โหวตไม่ผ่าน เช่นนี้จะอธิบายอะไรไม่ได้เลย หากวาระ 3 มีการโหวตคว่ำ เท่ากับต้องมีการดีลเท่านั้น เพราะวาระ 2 เสียงก็ค่อนข้างขาด จึงไม่น่าจะไม่ผ่านได้
เป็นเรื่องน่ากังวลใจที่รัฐธรรมนูญ 2560 วางกรอบที่มาของนายกรัฐมนตรีไว้แบบพิเศษ คือต้องเป็นคนที่พรรคการเมืองเสนอชื่อไว้ก่อนการเลือกตั้งเท่านั้น ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไป พรรคพลังประชารัฐไม่เหลือใครในลิสต์แล้ว เสนอคนอื่นเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ จึงเหลือ 5 คน คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย และส่วนพรรคเพื่อไทย 3 คน คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ นายชัยเกษม นิติสิริ
สมมุติว่าเป็นนายอนุทินก็จะแปลก เพราะเป็นพรรคที่เลือกตั้งได้อันดับ 5 เมื่อมีคนโหวตเลือกพรรคภูมิใจไทยประมาณ 3 ล้านเสียง การเป็นนายกฯได้ด้วยคะแนนเท่านี้ จึงเป็นเรื่องที่แปลก
ส่วนนายอภิสิทธิ์คล้ายภูมิใจไทย ทั้งยังไม่ได้เป็น ส.ส.ในสภา หากอยู่ดีๆ มาเป็นนายกฯก็แปลก ถ้าเป็นพรรคเพื่อไทย ทางพรรคพลังประชารัฐและ ส.ว.จะยอมหรือ เพราะ ส.ว.ต้องร่วมโหวตเลือกนายกฯด้วย มีโอกาสสูงที่จะเข้าล็อกมาตรา 272 คือไม่สามารถเลือกนายกฯจากบัญชีที่เสนอไว้ได้ นี่คือกลไกของรัฐธรรมนูญ 2560 ถ้าไม่มีเรื่องบัญชีนายกฯ 3 รายชื่อ ก็ไม่มีทางที่จะไม่สามารถเลือกนายกฯได้ เพราะต้องเลือก ส.ส.ในสภามาเป็นนายกฯให้ได้สักคน เมื่อไปล็อกเอาไว้เช่นนี้ ทำให้ตัวเลือกจำกัด 5 คน คงต้องโหวตลงมติ 5 ครั้ง แบบเปิดเผย น่าจะใช้เวลาประมาณ 3 วันกว่าจะลงมติเสร็จ เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า ทั้ง 5 คนนี้ เมื่อโหวตแล้วไม่มีใครได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งแม้แต่คนเดียว ให้เห็นภาพนั้นก่อนจึงค่อยเปิดทางให้มีนายกฯคนนอก ที่อาจจะเป็น ส.ส.ก็ได้ เป็นรัฐมนตรีก็ได้
หรืออาจจะเป็นคนอื่นที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเมืองก็ได้ ช่องทางแบบนี้เปิดอยู่ ซึ่งเป็นกลไกที่แปลกดี ไม่เคยเห็นมาก่อนในประเทศไทย

