แม้จะปรากฏ “คลื่นลม” ทางการเมืองขึ้นในวันที่ 1 และเห็นเด่นชัดในวันที่ 3 กันยายน ภายในพรรคพลังประชารัฐ
ไม่ว่าจะมองผ่าน นายสันติ พร้อมพัฒน์ ไม่ว่าจะมองผ่าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
กระนั้น เกจิทางการเมืองก็ยังมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างสูงว่า ในที่สุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็จะสยบ “คลื่นลม” เหล่านี้ลงได้
ด้วยการยอมรับของ นายสันติ พร้อมพัฒน์ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
เพราะในที่สุด มือที่เหนือกว่าของพรรคร่วมรัฐบาลจำนวน 277 ย่อมจะเอาชนะมือที่มีอยู่เพียง 206 ของพรรคร่วมฝ่ายค้านไปได้
อย่างน้อยก็เพื่อรักษาหน้าตา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แต่คำถามที่ตามมาก็คือ สถานะและเกียรติภูมิของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะยังเหมือนเดิมหรือไม่
จะหลีกเลี่ยง “การปรับ ครม.” ได้อย่างไร
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงก่อนการลงมติ “ไว้วางใจ” ต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันเสาร์ที่ 4 กันยายน มีความเด่นชัดในตัวเอง
ไม่จำเป็นต้องย้อนไปยังเดือนพฤษภาคม 2557
เพียงแต่ย้อนไปยังสถานการณ์ในเดือนมิถุนายน 2562 เปรียบเทียบกับสภาพการณ์อันเห็นกันอยู่ในเดือนกันยายน 2564
ก็มองเห็นสภาวะ “เสื่อมทรุด” ตกต่ำได้
เมื่อเดือนมิถุนายน 2562 แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะพิรี้พิไรในการขานชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมกับ “เงื่อนไข”
แต่บทบาทของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็ไม่บันเบา
อย่างน้อยคนจากพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็เกาะติดการประชุม ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคจนรู้ว่ามติเป็นอย่างไร
นี่ย่อมต่างจากที่เห็นในเดือนกันยายน 2564
อย่าคิดว่าสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ สถานะของ ร.อ.ธรรมนัส
พรหมเผ่า ก็เกิดคำถามตามมา
จะยังเป็น “รัฐมนตรีช่วย” อยู่หรือไม่
ถามเท่านั้นยังไม่พอ ยังตามมาด้วยคำถามที่ว่าจะยังสามารถรักษาตำแหน่ง “เลขาธิการ” พรรคที่คว้ามาจาก นายอนุชา นาคาศัย ได้หรือไม่
เหมือนกับคำถามจะอยู่ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แต่ความเป็นจริงที่ทั้งภายในพรรคและภายนอกพรรครับรู้กันอย่างเป็นเอกภาพว่าคำถามน่าจะอยู่ที่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ มากกว่า
บทบาทของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงสำคัญ
เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็รับฟัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เพราะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็เคารพ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
อำนาจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงมากด้วย “กัมมันต์”
การดำรงอยู่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงเป็นการดำรงอยู่ที่ไม่เหมือนเดิม หากแต่ดำเนินไปภายใต้กฎแห่งอนิจจัง ครบถ้วน
ไม่เพียงแต่ไม่เหมือนหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
หากยังไม่เหมือนกับที่ประสบในเดือนมิถุนายน 2562 และนับจากเดือนกันยายน 2564 เป็นต้นไปก็ยิ่งจะเสื่อมทรุดและตกต่ำ
เสื่อมทรุดและตกต่ำเช่นเดียวกับ “พลังประชารัฐ”

