สถานีคิดเลขที่ 12 : เหมือนจะ‘ชนะ’แต่… โดย ปราปต์ บุนปาน

6.09.21 | 13:02 น.

สถานีคิดเลขที่ 12 : เหมือนจะ‘ชนะ’แต่… โดย ปราปต์ บุนปาน

คล้ายกับว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะเอาตัวรอดจากศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้อีกครั้ง

แต่ก็เป็นการรอดตัวที่สะบักสะบอมยิ่งกว่าทุกคราว เป็นการรอดตัวที่ปลอดโปร่งใจน้อยกว่าทุกหน

โดยเฉพาะเกมนอกห้องประชุมสภา ซึ่งกระบวนการต่อรองภายในพรรคพลังประชารัฐหรือกระบวนการประลองอำนาจระหว่าง “3 ป.” กับ “ผู้กองธรรมนัส” ดูจะเป็น “ข้อเท็จจริงทางการเมือง” ที่ยากปฏิเสธ เพราะมีอาการของโรคถูกบ่งชี้ออกมามากมาย

แม้ถึงที่สุดแล้ว บางฝ่ายอาจแสร้งทำเป็นเหมือนว่าไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น เพราะอย่างน้อยนายกฯ ก็ชนะโหวตอภิปราย ส่วนกระแสต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ โดย ส.ส.พลังประชารัฐ ก็มิได้ปรากฏขึ้นเป็นรูปธรรมในเชิงคะแนนเสียง

ทว่าการได้คะแนนไว้วางใจในอันดับรองสุดท้ายก็ดี และการได้รับคะแนนไม่ไว้วางใจมากที่สุดก็ดี ล้วนยืนยันถึงอาการป่วยไข้ทางการเมืองอันน่าเป็นห่วงของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

Advertisement

หากประเมินในแง่ “คณิตศาสตร์การเมือง” คะแนนไว้วางใจและไม่ไว้วางใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับ นั่นบ่งชี้ถึงผลลัพธ์-ประสิทธิผลอันอ่อนด้อยกว่ารัฐมนตรีรายอื่นๆ ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในญัตติเดียวกัน (มีแค่ “สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.แรงงาน คนเดียว ที่ได้คะแนนไว้วางใจน้อยกว่านายกฯ แต่ก็ถูกโหวตไม่ไว้วางใจน้อยกว่าด้วย)

แม้ตัวแปรสำคัญของโจทย์คณิตศาสตร์ข้างต้น จะอยู่ที่ ส.ส.พรรคเล็ก และบรรดา “งูเห่า” จากฝ่ายค้าน แต่นี่ล้วนแสดงให้เห็นว่าการประลองกำลังทางการเมืองระหว่าง “ผู้มีอำนาจ” กลุ่มต่างๆ ในฟากรัฐบาลยังคงดำรงอยู่

เพียงแต่ไปแฝงตัวอยู่ตรงแถวๆ ชายขอบนอกศูนย์กลางอำนาจของพรรคพลังประชารัฐเท่านั้นเอง

นี่คือปรากฏการณ์ที่บ่งบอกว่าตัว พล.อ.ประยุทธ์เอง มี “อำนาจทางการเมือง” “อำนาจในสภา” “อำนาจในการควบคุม ส.ส.” ไม่เต็มร้อย สอดคล้องกับการมี “ระยะห่าง” ระหว่างผู้นำประเทศกับเหล่า ส.ส.พลังประชารัฐ ดังที่หลายฝ่ายกล่าวอ้างถึงหรือบ่นระบายด้วยความไม่สบายใจ

หากประเมินในแง่ “บารมี” ของผู้นำ

แม้จะไม่จำเป็นเสมอไปว่า นายกรัฐมนตรีควรมีสถานะเป็น “นักการเมืองของนักการเมือง” อันหมายถึงนักการเมืองที่ได้รับการยอมรับนับถือ เคารพรักใคร่ จากบรรดานักการเมืองด้วยกัน

(เพราะตลอดหนึ่งทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งใหญ่ทางด้านอุดมการณ์ไม่เอื้อให้เกิดบุคคลผู้มีบารมีเช่นนั้น)

แต่สังคมยังสามารถรู้สึกแปลกใจและพึงตั้งคำถามได้ว่า ถึงที่สุดแล้ว ผู้นำประเทศไม่ควรมี “ความป๊อปปูลาร์” ในหมู่นักการเมือง น้อยกว่าสมาชิกร่วม ครม. รายอื่นๆ หรือไม่?

โดยเฉพาะในยุคโควิด ที่การบริหารจัดการสถานการณ์โรคระบาดยังไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน (ส.ส.ฟากรัฐบาลยกมือสนับสนุนไว้วางใจคือเรื่องหนึ่ง แต่ชาวบ้านทั่วไปจะรู้สึกอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง) อำนาจนำในสังคมการเมืองต้องแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ขณะที่พลเมืองบางกลุ่มกับรัฐไทยก็ยิ่งแปลกแยกเหินห่างออกจากกัน

ในยุคสมัยแห่งความท้าทายดังกล่าว ผู้นำประเทศควรมี “คะแนนป๊อปปูลาร์” ซึ่งจะนำไปสู่ความยินยอมพร้อมใจหรือฉันทามติทางการเมือง ที่สูงกว่านี้หรือเปล่า?

ดังนั้น แม้ “ชัยชนะ” ในสภาหนล่าสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ (และระบอบ “3 ป.”) อาจไม่ได้หมายถึง “ความพ่ายแพ้” เสียทีเดียว แต่นี่ก็เป็น “ชัยชนะ” อันมี “เครื่องหมายคำถาม” ต่อท้าย พร้อมๆ กับร่องรอยความเพลี่ยงพล้ำต่างๆ นานา และเค้าลางของแรงกระเพื่อมอื่นๆ ในอนาคตอันใกล้

จุดน่ากังวลอีกประการ คือ แม้คะแนนไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีจะเป็นประจักษ์พยานว่า การเมืองในระบบ-สถาบันการเมืองก็มีพลวัตบางอย่างก่อตัวขึ้น

แต่สำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย นั่นอาจเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เชื่องช้าเกินไป และไม่รุนแรงพอจะก่อให้เกิด “พลังปฏิรูป” ท่ามกลางความสิ้นหวังเดือดดาลของผู้คนในประเทศ

จึงไม่ใช่เรื่องผิดคาด ถ้า “การต่อสู้ทางการเมือง” จะทะลักไหลลงสู่ท้องถนนอีกครั้ง

ปราปต์ บุนปาน