เมื่อวันที่ 21 กันยายน เวลา 10.30 น. นายอานนท์ นำภา ทนายความได้นำ 4 นักกิจกรรมกับ 1 นักข่าว ซึ่งประกอบด้วย 1.นายปกรณ์ อารีกุล 2.นายอนันต์ โลเกตุ 3.นายอนุชา รุ่งมรกต 4.นายภาณุวัฒน์ ทรงสวัสดิ์ชัย นักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ และนายทวีศักดิ์ เกิดโภคา นักข่าวหนังสือพิมพ์ประชาไท ได้เดินทางมาที่ศาล จ.ราชบุรี หลังศาลได้นัดให้มาทำการสมานฉันท์ ในกรณีที่พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องทั้ง 5 คนหลังทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 61 วรรค 2 ระบุว่า “ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”
โดยข้อหาดังกล่าวมีขึ้นภายหลังทั้ง 4 คนได้มาให้กำลังใจแกนนำกลุ่ม นปช.บ้านโป่ง ซึ่งนำโดยนายบริบูรณ์ เกียงวรางกูร พร้อมพวก 18 คน ที่เดินทางมาพบกับพนักงานสอบสวน สภ.บ้านโป่ง ตามหมายเรียกตัว สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2559 มีผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีนายบริบูรณ์กับพวกดังกล่าว ที่มีจำนวนมากกว่าห้าคนขึ้นไป ที่ร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ด้วยการไปรวมตัวกันขึ้นแสดงป้าย ศูนย์ปราบโกงประชามติ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา และเจ้าหน้าที่ได้ไปตรวจพบเอกสารในรถ พบแผ่นพับซึ่งมีข้อความโจมตีการทำงานของรัฐบาลปัจจุบัน พร้อมทั้งสติ๊กเกอร์ที่มีข้อความ “7 สิงหาร่วมกัน vote no ไม่รับกับอนาคตที่ไม่ได้เลือก” จำนวนมาก จึงได้ควบคุมตัวทั้ง 4 คนไว้ดำเนินคดี รวมถึงนักข่าวประชาไทที่ร่วมเดินทางมาทำข่าวอีกด้วย

รายงานระบุว่า ภายหลังเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์ภายในศาล จ.รบ.แล้ว นายปกรณ์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ได้เดินทางมาที่ศาลตามนัดเพื่อเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์ปรองดอง เพราะอัตราโทษของคดีไม่สูงมากนัก แต่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาก่อนที่จะมาศาลได้ไปยื่นคำร้องไปยังอัยการสูงสุด เพื่อขอให้อัยการได้ถอนฟ้องในคดีนี้ เนื่องจากการทำประชามติก็ผ่านไปแล้ว และทางนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ก็ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า การแจกสติ๊กเกอร์ไม่ผิด และตอนนี้ประเทศไทยได้ลงนามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ที่จะให้ประชาชนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระซึ่งเป็นเรื่องของสากล โดยได้นำเลขที่มีการลงรับที่สำนักงานอัยการ จ.ราชบุรี มายื่นต่อศาล ซึ่งถ้าจะมีการสมานฉันท์ทางอัยการก็ต้องถอนฟ้องด้วย และในขั้นตอนนี้ที่ศาลจะพิจารณาเราต้องรับสารภาพก่อน
“เราทั้ง 5 คน ยืนยันว่าเราจะไม่รับสารภาพ เพราะเรามีความเห็นต่างจากคณะ กรธ. ซึ่งเรารับสารภาพก็จะไม่เป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมในอนาคต ถ้าจะมีการลงประชามติอีก ซึ่งเราต้องการจะต่อสู้คดีให้ถึงที่สุดว่าเราไม่มีความผิด วันนี้เราจึงปฎิเสธและไม่เข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์ ซึ่งทางศาลก็มีการนัดพร้อมทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยในวันที่ 17 ตุลาคม 2559 ซึ่งเราทั้ง 5 คนก็จะมาเพื่อให้ศาลได้ไต่สวนเพื่อจะได้สู้คดีกันต่อไป” นายปกรณ์กล่าว

