ก้าวไกล ซัดแก้รธน.พังยับ จับตา ส.ว.ตัวแปรใหญ่ ชี้แก้อย่างไรก็สืบทอดอำนาจ คสช.

“ก้าวไกล” ซัดแก้รธน.พังยับ 6 ด้าน จับตา ส.ว. ตัวแปรหลักใหญ่ ชี้แก้ยังไงก็ยังสืบทอดอำนาจ คสช. เผยพรรครอสรุปแนวทางลงมติก่อนโหวต พรุ่งนี้เช้า

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 9 กันยายน ที่รัฐสภา นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลงถึงความเห็นของพรรค ก.ก.ต่อการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ในวันที่ 10 กันยายนนี้ ว่า กระบวนการของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความกระท่อนกระแท่นอยู่ 6 ด้าน ซึ่งมีความเห็นว่าการลงมติในวันพรุ่งนี้น่าจะมีปัญหา คือ 1.ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีการเขียนหลักการที่แคบมาก คือแค่มาตรา 83 กับ 91 ทำให้การถกเถียงนำพาไปสู่การตีความ ดังนั้นการที่ได้เห็นว่ามีการนำมาตราที่ตกไปแล้วในวาระที่ 1 มาสอดไส้ โดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน สุ่มเสี่ยงต่อการทำลายหลักนิติธรรม และมาตรฐานของกระบวนการนิติบัญญัติเป็นอย่างมาก 2.กมธ.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ได้รับสารภาพโดยพฤตินัยว่าแก้ไขเกินหลักการ จนต้องมีการเรียกประชุมด่วนในเช้าวันก่อนลงมติวาระ 2 ซึ่งได้ถอดมาตราที่เกินหลักการออก ซึ่งเป็นเรื่องดี เราเห็นด้วย แต่มันนำพาไปสู่ความล้มเหลว

นายปดิพัทธ์กล่าวต่อว่า 3.ได้มีการถอดอีก 2 มาตรา คือ มาตรา 93 และ 94 ซึ่งมีคำที่อยู่ในระบบการเลือกตั้งแบบปี 60 นั่นคือคำว่าจำนวน ส.ส.พึงมี และจำนวน ส.ส.พึงได้ 2 คำนี้น่าจะมีปัญหามากในกฎหมายลูก ต่อให้พรุ่งนี้จะผ่านวาระ 3 ไปได้ 4.การอภิปรายในวาระที่ 2 ชัดเจนด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แม้แต่ ส.ว.ยังยอมรับว่าการคำนวณแบบระบบผสมเสียงข้างมาก (MMM) เป็นการคำนวณคะแนนที่เบี่ยงเบน ก่อให้เกิดจำนวนเก้าอี้ ส.ส.ที่ไม่สอดคล้องกับจำนวนคะแนนโหวตของประชาชน เราไม่ได้กลัวการเลือกตั้ง แม้คนจะบอกว่ามันเอื้อพรรคใหญ่ พรรคกลาง พรรคเล็กจะสูญพันธุ์ก็ตาม เราไม่มีปัญหา เพราะคิดว่าพรรคการเมืองมีหน้าที่ปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาการเลือกตั้ง

นายปดิพัทธ์กล่าวต่อว่า 5.พรรคก้าวไกลเชื่อมั่นว่าไม่ว่าจะเป็น MMM หรือ ระบบจัดสรรปันส่วนผสม (MMP) ไม่ว่าจะบัตรใบเดียว หรือ 2 ใบ เราพร้อมสู่ทุกกติกาอยู่แล้ว แต่ถ้าเห็นด้วยหลักฐานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ไม่ได้ทำให้การเลือกตั้งมันยุติธรรมพอที่จะทำให้ทุกคนสามารถเข้าสู่สนามการเมืองได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องแตกแบงก์ หรือกังวลว่าจะต้องย้ายไปร่วมกับพรรคใหญ่ ทุกคนมีอุดมการณ์ ทุกคนมีนโยบายที่อยากผลักดันก็สามารถเข้าสู่สนามเลือกตั้งได้ แต่หากพรรคใหญ่จะเอาให้ได้ ไม่สนบทเรียนในปี 40 หรือ 50 ตนก็คิดว่าการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อประชาชน แต่เพื่อความพร้อมในการเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งทางฝั่งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หลังจากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ก็ต้องถามตัวเองว่าพร้อมสำหรับการเลือกตั้งจริงหรือไม่

นายปดิพัทธ์กล่าวต่อว่า 6.นักวิชาการและฝ่ายการเมืองหลายฝ่ายก็ออกมาแสดงความคิดเห็นชัดเจนว่าระบบการเลือกตั้งแบบ MMM เอื้อต่อการกินรวบ เราจึงได้เห็นความร่วมมือที่ผิดสังเกตของพรรคใหญ่ ซึ่งปกติก็อยู่ฝั่งตรงข้ามกันตลอด เราคิดว่าเรื่องนี้คงจะทำให้การโหวตในวันพรุ่งนี้ไม่สง่างามนัก

ทั้งนี้พรรคก้าวไกลไม่ใช่พรรคที่มีเสียงมาก มีแค่ 40 กว่าเสียงเท่านั้น และการโหวตพรุ่งนี้หลักใหญ่จะอยู่ที่ ส.ว. แน่นอนตนไม่เชื่อว่า ส.ว.จะมีเสียงที่เป็นอิสระ แต่ก็คงจะต้องจับตาดูการโหวตของ ส.ว. ว่าคะแนนเสียง 1 ใน 3 จะหามาได้จากไหน เพราะตนยังไม่เห็น ส.ว.คนใด แสดงความคิดเห็นที่เป็นทางบวกต่อการแก้ไขกติกาการเลือกตั้งรอบนี้ และเราชัดเจนว่าการแก้ไขการเลือกตั้ง โดยไม่ไปแตะโครงสร้างอำนาจของ ส.ว. รอบหน้าเราก็ยังได้รัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจของ คสช.อยู่ดี

“ดังนั้นเราจึงเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้ นอกจากจะไม่จริงใจแล้ว ยังเต็มไปด้วยวาระทางการเมืองที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจของเผด็จการอำนาจนิยม พรรคก้าวไกลจึงขอวิงวอนให้สังคม และพรรคการเมือง ที่มีจิตสำนึก ให้ร่วมต่อสู้เพื่อกติกาที่เป็นธรรมและความถูกต้องของกระบวนการนิติบัญญัติ”

นายปดิพัทธ์กล่าวต่อว่า เมื่อรวบรวมความล้มเหลวของกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้ เรากำลังทำกับกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ความชุ่ย และความลุกลี้ลุกลน จนทำให้ไม่น่าจะมีกระบวนการที่ดีในวันพรุ่งนี้ และเรายังเหลือเวลาในการตัดสินใจเรื่องนี้อีกประมาณ 24 ชม. ฝ่ายการเมืองต่างๆ คงต้องประเมินให้ดีว่ารอบนี้เราจะกลายเป็นความด่างพร้อย ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ และหากมันผ่านไปได้ แล้วไปมีวิบากกรรม ตนคิดว่าจะมีหลายฝ่ายยื่นตีความแน่ๆ รวมถึงกฎหมายลูกที่มีปัญหา คนที่โหวตผ่านในวันพรุ่งนี้จะต้องรับผิดชอบให้ดี เพราะกำลังนำพาประเทศไปสู่ความโกลาหล สำหรับพรรคก้าวไกลจะมีการหารือกันต่อไป ว่าเสียงในวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่เราคงจะฟังเสียงประชาชนและฝ่ายต่างๆ ที่กำลังเจรจากันอยู่ แต่คงไม่มีใครมาเจรจากับก้าวไกล

“เราจะต่อสู้เพื่อความถูกต้องและชัดเจนที่สุดในกระบวนการนิติบัญญัติ โดยความจริงแล้วในการลงมติพรรคก้าวไกลจะลงอะไรก็ได้ เพราะเสียงเราไม่ได้มากพอที่จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะหลักใหญ่อยู่ที่ ส.ว. ที่คงจะต้องคิดหนักว่าจะโหวตอย่างไร ที่ผ่านมาก็งดออกเสียงมาเรื่อยๆ แต่หากมีสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะคว่ำกติกานี้ เพราะหลายท่านไม่เห็นด้วยกับนิติบัญญัติแบบนี้ โจทย์หนักก็จะอยู่ที่ ส.ว. ซึ่งพรรคก้าวไกลจะดูว่าวันนี้มีความคิดเห็นอย่างไร และจะประชุมก่อนมีมติอีกครั้งในเช้าวันที่ 10 กันยายนนี้ ว่าจะงดออกเสียง หรือโหวตคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ” นายปดิพัทธ์กล่าว

เมื่อถามว่า พรรคก้าวไกลเรียกร้องให้ ส.ว.โหวตคว่ำเลยหรือไม่ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ความจริง เราไม่เคยเรียกร้องใคร เราเรียกร้องตั้งแต่แรกว่าเราไม่ควรมาแก้กติกาเลือกตั้งกันเอง แต่ต้องให้ ส.ส.ร.ออกแบบการเลือกตั้ง และอีกข้อเรียกร้องคือจะไปแก้กติกาเลือกตั้งอย่างไร ก็ไม่รู้แต่ขอกระบวนการนิติบัญญัติที่ถูกต้องไม่แก้ไขเกินหลักการ ส่วนจะไปเรียกร้องให้โหวตอย่างไร เราไม่เคยทำแบบนั้น ตนคิดว่าพรุ่งนี้ต่างคนต่างต้องรับผิดชอบกรรมของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้กันเอง ส่วนจะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่นั้น ตนคิดว่าคงต้องทำด้วยความรอบคอบ ทุกอย่างจะต้องได้รับการประเมินในวันพรุ่งนี้ก่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon