‘วิษณุ’เมิน’บุญทรง’ขู่ฟ้องกลับ ย้ำขรก.ไม่ต้องกลัวถ้าสุจริต-ไม่เลือกปฏิบัติ

21.09.16 | 14:15 น.

“วิษณุ” ย้ำ ม.44 แค่ให้อำนาจกรมบังคับคดียึดทรัพย์ เมิน “บุญทรง” ขู่ฟ้องกลับ ลั่นทำไปตามหน้าที่ ระบุถ้า ขรก.สุจริต-ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ต้องกลัว ยันแยกส่วนอาญา-แพ่งได้


วันที่ 21 กันยายน ที่ห้องประชุมคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 4 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะฟ้องดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการเรียกค่าเสียหายในส่วนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ว่าเป็นสิทธิของนายบุญทรงที่จะฟ้องใครหรือไม่อย่างไร หากรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถทำได้ ส่วนกระบวนการรับเรื่องและการพิจารณาจะเป็นอย่างไรต้องว่ากันตามกฎหมาย มีคนรายงานให้ทราบว่านายบุญทรงได้ทักท้วงในบางประเด็นคือ รัฐบาลใช้มาตรา 44 ไปยึดทรัพย์ ทั้งที่อธิบายหลายครั้งแล้วว่าไม่ใช่ ถ้านายบุญทรงเข้าใจผิดต้องช่วยกันอธิบายให้เข้าใจ แต่ถ้าเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นไม่รู้จะว่าอย่างไร โดยมาตรา 44 ออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่รัฐในเวลาที่รัฐจะไปยึดทรัพย์เท่านั้น โดยต้องเริ่มต้นว่าผิดหรือไม่ผิด จะต้องใช้กระบวนตามกฎหมายปกติคือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่ใช้มา 3-5 พันราย แต่เมื่อคณะกรรมการทางกฎหมายบอกว่าใครผิดแล้วจะต้องไปยึดทรัพย์ ในกรณีที่มีมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาทกระทรวงเจ้าทุกข์ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีเวลา ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่ชำนาญในการทำ มาตรา 44 จึงออกมาเพื่อให้การกรมบังคับคดีไปทำหน้าที่นี้ ซึ่งจะไม่สามารถทำได้ถ้าไม่มีเรื่องที่จะต้องให้ไปยึด แต่เรื่องที่จะยึดเกิดมาจากคณะกรรมการได้วินิจฉัยมาก่อนแล้วและมีคำสั่งทางปกครอง

นายวิษณุกล่าวว่า ประเด็นเรื่อง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดเจ้าหน้าที่จะนำไปสู่การออกคำสั่งทางปกครอง แล้วนำไปสู่การยึดทรัพย์ ก่อนหน้านี้แต่ละกระทรวงประสบปัญหา เพราะแม้ทรัพย์จะมีมูลค่าไม่มาก แต่เวลาไปยึดทำไม่เป็น และยึดได้ยาก จึงมีความพยายามมาก่อนที่ คสช.จะเข้ามา ที่จะให้กรมบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์ ซึ่งกรมบังคับคดีท้วงมาตลอดมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะเขาไม่มีอำนาจ จึงอยากให้ออกกฎหมายให้อำนาจมา และทราบว่าสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เตรียมเรื่องให้กรมบังคับคดีตั้งกองบังคับคดีตามคำสั่งทางปกครองเพื่อรับมือ แต่ยังติดอยู่ที่ว่ากฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ยึด เพราะกฎหมายให้ยึดคำสั่งศาล จึงต้องพับเรื่องดังกล่าวไว้ มาถึงรัฐบาลนี้ จึงใช้มาตรา 44 ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจเข้าไปทำ ไม่จำเป็นต้องไปตั้งกอง ส่วนข้อทักท้วงที่ระบุว่าคดีอาญายังไม่จบ แต่มีการดำเนินการเตรียมยึดทรัพย์นั้น เป็นคนละเรื่อง และคนละประเด็น

“การดำเนินคดีวินัยกับบุคคลสามารถแยกทางกับคดีอาญาหรือคดีแพ่งได้ เพราะใช้กฎหมายคนละฉบับ เป็นคนละข้อหากัน พิจารณาคนละศาล ใครจะทำก่อนหรือหลังไม่แปลก เพราะไม่ได้แปลว่าเมื่อศาลหนึ่งยกฟ้องแล้วจะยกฟ้องทั้งหมด เช่น ยกฟ้องคดีอาญา แต่ผิดวินัยและถูกไล่ออก หรือยกฟ้องคดีอาญา แต่ต้องชดใช้ทางแพ่ง หรือยกฟ้องทางแพ่ง แต่ต้องติดคุก ที่สำคัญคือ คดีละเมิด ซึ่งเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง อายุความสั้นเพียง 2 ปี จะครบกำหนดในวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2560 ถ้าจะถ่วงเวลาให้คดีอาญาจบ รับรองว่าเลยอายุความ ตอนนั้นจะฉุกละหุก ดังนั้น ทั้งหมดนี้อยู่บนความเป็นธรรมพื้นฐานและมาตรฐานปกติ ขอยืนยันได้ ส่วนจะผิดหรือถูก หรือที่นายบุญทรงโต้แย้งในข้ออื่น ไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องไปเถียงกับท่าน ที่บอกว่าเรื่องจำนำข้าว จีทูจี ไม่มีทุจริต ต้องไปว่ากันในศาล ผมไม่สามารถตอบได้” นายวิษณุกล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อสังเกตว่าการใช้มาตรา 44 ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจในการยึดทรัพย์ก่อนที่จะมีคำสั่งทางปกครอง เหมือนเป็นการตั้งใจออกมารองรับไว้ก่อน นายวิษณุกล่าวว่า จะก่อนหรือหลังไม่แปลก ถึงออกมาก่อนก็ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องรอคำสั่ง แต่ที่ออกมาให้อำนาจก่อนเพื่อจะได้เตรียมการ โดยคำสั่งออกมาก่อนที่จะมีการลงนามคำสั่งกรณีจีทูจีไม่กี่สัปดาห์ ส่วนที่มีการถกเถียงโต้แย้งกันว่าใครจะลงนามในการออกคำสั่งของกรณีจีทูจี ไม่ทราบว่าข่าวนี้ออกมาได้อย่างไร แต่ในกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้มีปัญหาอะไร และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะรู้ว่ามีการลงนามและจบไปแล้วตั้งแต่วันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา จากนี้เป็นเรื่องของกระทรวงที่ต้องส่งคำสั่งไปให้นายบุญทรง กับพวกภายใน 30 วัน ถ้ายังไม่อุทธรณ์ จะมีการเตือนอีก 15 วัน ถ้ายังไม่ดำเนินการอะไร เมื่อครบ 45 วันนับแต่วันส่งคำสั่งไปให้ กรมบังคับคดีจะเข้าไปยึดทรัพย์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ได้ยึดจากนายบุญทรงกับพวกมาเป็นของใคร แต่ยึดมาเป็นของแผ่นดิน เพราะไม่มีสินบนหรือรางวัลนำจับ ทุกอย่างทำตามหน้าที่

เมื่อถามว่า การที่นายบุญทรงออกมาขู่ฟ้องกลับจะทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความเกรงกลัวหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบว่ากลัวหรือไม่ แต่ต้องดำเนินการต่อไป ทุกคนทำตามหน้าที่ เมื่อศาลบอกว่าผิดคือผิด และมาตรา 44 ไม่ได้คุ้มครองทุกคน ทุกสถานการณ์ เพราะมีข้อแม้ว่าต้องทำภายใต้ความสมควรแก่เหตุ สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ ต้องขอบคุณนายพูนเดช กรรณิการ์ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่แสดงความเป็นห่วงและเตือนมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ข้อกฎหมายบางเรื่องได้พิจารณามาก่อนที่นายพูนเดชจะยื่นหนังสือแล้ว ไม่ได้บอกว่ามั่นใจอะไร แต่ทุกคนทำไปตามหน้าที่

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบบัญชีรายชื่อข้าราชการเกี่ยวข้องกับการทุจริตและประพฤติมิชอบล็อตที่ 8 จำนวน 80 คน ตามที่ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ส่งมาให้ นายวิษณุระบุว่า  ขอให้รายชื่อออกมาก่อนค่อยอธิบาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าบุคคลที่มีรายชื่อยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ มีการเปลี่ยนชื่อหรือตำแหน่งถูกต้องหรือไม่ เมื่อแล้วเสร็จจะส่งให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงนาม คาดว่าเป็นสัปดาห์หน้าที่รายชื่อจะออกมา