สกู๊ปหน้า 1 : หลังเกมร้าว 3 ป. นับถอยหลัง รัฐบาล ‘ลุงตู่’
ลงเอยด้วยการปลดฟ้าผ่า 2 รมต. คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศในวันที่ 9 ก.ย. โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.
ในพรรคใหญ่อย่างพลังประชารัฐที่มีหลายมุ้งหลายขั้ว มีการแข่งขันต่อสู้กัน หลายคนหลายกลุ่มอาจถอนหายใจว่าหมดปัญหาไปอีกเรื่อง
เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้ ‘ลุงป้อม’ น่าจะทำให้บรรยากาศในพรรคดีขึ้น
แต่เรื่องราวอาจยังไม่จบเท่านี้ โดยเฉพาะถ้ามองไปยัง ‘3 ป.’ ที่กอดคอเหนียวแน่นมาตลอด ก่อนจะเกิดรอยร้าว จากคนรอบข้างและจากคนที่กอดคอกันมา
ที่มาของการปลด 2 รมต. คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและ 5 รมต.ที่เริ่มต้นเมื่อ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา
ต้นสัปดาห์ก่อนการอภิปราย มีการยกหูสอบถามสถานการณ์แพร่สะพัดในบรรดาคีย์แมนของพรรคร่วมรัฐบาลว่า เกิดอะไรขึ้น เพราะอยู่ๆ มีการเคลื่อนไหวแปลกๆ จากแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ที่เดินสายล็อบบี้ ให้ลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
มีการวิเคราะห์ในเบื้องต้นว่า เป็นเกมเขย่าของคนกันเอง โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การปรับปรุงคณะรัฐมนตรี ทั้งโควต้ากลางของนายกฯ 4 กระทรวงสำคัญ ได้แก่ กลาโหม คลัง มหาดไทย พลังงาน และโควต้าอื่นๆ
ประกอบกับ ส.ส.ในพรรค มีเรื่องคาใจจากปัญหาการจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ ซึ่งสุดท้าย กลายเป็นงบต่อสู้โควิดไป
แต่ที่เป็นประเด็นสำคัญสุด ได้แก่ การทำงานของนายกรัฐมนตรี ในการบริหารงานแก้ปัญหาโควิดและเศรษฐกิจ ที่ประชาชนไม่พอใจ ส.ส.ที่ลงพื้นที่ต้องเผชิญต้องตอบคำถามมาตลอด
พูดคุยกันมาเป็นเดือนๆ ในกลุ่ม ส.ส.ของพรรคทำนองว่า ทำไมจะต้องมาอุ้มกันอีก รอบนี้คงโดนประชาชนด่าแหลกแน่ น่าจะถึงเวลาทบทวน ปรับเปลี่ยนพรรค กลายเป็นชนวนช่วยเปิดฉากให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้
มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และพี่ใหญ่ 3 ป. รับทราบและได้เบรกมาเป็นระยะ
เมื่อเริ่มขับเคลื่อนเข้าจริงๆ จึงเกิดแรงกระทบกระแทกไปที่ ‘ลุงป้อม’ พล.อ.ประวิตร หนักกว่าเพื่อน
สื่อต่างๆ เสนอข่าวครึกโครม ขณะที่ ส.ส.ก็จับกลุ่มเช็กข่าวกันวุ่น
สุดท้าย ร้อนถึงลุงป้อม พล.อ.ประวิตรต้องเรียก ร.อ.ธรรมนัสมาเกลี้ยกล่อมให้ยกเลิกการเคลื่อนไหว
เมื่อ ร.อ.ธรรมนัสเสียงอ่อนลง จึงแจ้งไปทางนายกฯ ประยุทธ์
พล.อ.ประวิตร จัดการเปิดบ้านที่ทำการมูลนิธิป่ารอยต่อที่ ร.1 จัดรายการเคลียร์ครั้งใหญ่ นำเอา ร.อ.ธรรมนัสมาไหว้ขอโทษ พล.อ. ประยุทธ์ สะสางข้อข้องใจ และมีการรับปากรับคำ ยุติเรื่องราวกันทั้งสองฝ่าย ในตอนบ่ายวันที่ 3 ก.ย.
หลังจากเหตุการณ์เคลียร์ใจ ในวันต่อมาทุกคนเห็นชัดว่า ท่าที อารมณ์ของ พล.อ. ประยุทธ์ดีขึ้นมาก
แวดวงคาดการณ์ว่า ถ้าเคลียร์กันขนาดนี้ เรื่องน่าจะจบ การโหวตสวนไม่น่าจะเกิดขึ้น
จนกระทั่งถึงเวลาลงมติ ในตอนสายวันเสาร์ที่ 4 ก.ย. ผลออกมา พล.อ.ประยุทธ์มีคะแนนไว้วางใจรองบ๊วย คะแนนไม่ไว้วางใจสูงสุด
น่าสังเกตว่า คะแนนของ พปชร.เองไม่มีตกหล่น ร.อ.ธรรมนัสเองก็โหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์
แต่มีพรรคเล็กจำนวนหนึ่ง ลงมติไม่ไว้วางใจ เข้าทางของกระแสข่าวก่อนหน้านั้น
ภายหลังรู้ผล พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับสื่อ พร้อมกับชูกำปั้นว่า กำปั้นนายกฯก็ใหญ่เท่าหัวใจนายกฯ นี่เเหละ หัวใจนายกฯ ก็ใหญ่อยู่เเล้ว กำลังใจมีอยู่ทุกวัน สะท้อนการสะกดความรู้สึก และมีเสียงบ่นถึงการ ‘หักหลัง’ ปรากฏเป็นรายงานข่าวออกมา
จากนั้นคือ การดำเนินการตามมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งระบุว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการให้รัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ ปมสำคัญ คือ การดำเนินการของนายกฯ ทาง พล.อ.ประวิตรไม่ได้รับทราบก่อน
เมื่อมารู้ทีหลังจึงกลายเป็นประเด็นว่า อุตส่าห์ไปกล่อม รับปากรับคำกันขนาดนั้น ทำไมยังไม่จบ
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ย้ำแล้วย้ำอีกว่า เป็นเรื่องของนายกฯ ให้ไปดูมาตรา 171
และที่จะตามมาเป็นชุด คือการเช็กบิล 2 อดีต รมต.ทีมงานและเครือข่าย กระทบยาวไปถึงข้าราชการระดับสูงอีกหลายนาย
เพื่อยุทธศาสตร์อยู่ยาว ก้าวต่อไปจากนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินหน้าบนรอยร้าวที่จะยิ่งลงลึก และเป็นการนับถอยหลังไปในตัว

