อรรถจักร์ ชี้สังคมต้องร่วมกันกดดันนายกฯ สอบสวนการใช้อำนาจรัฐป่าเถื่อนที่ดินแดง

อรรถจักร์ ชี้สังคมต้องร่วมกันกดดันนายกฯ สอบสวนการใช้อำนาจรัฐป่าเถื่อนที่ดินแดง

ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ นักวิชาการ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขียนบทความเรื่อง ความเถื่อนของอำนาจรัฐ: ดินแดง 11 กันยา มีรายละเอียด ระบุว่า

แน่นอนว่าต้องคำสั่งจากระดับบนที่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนจัดการปัญหาการชุมนุมที่พื้นที่ดินแดงให้เรียบร้อยจึงทำให้พลตำรวจตรีปิยะ ต๊ะวิชัย ประกาศว่าจะจัดการให้เรียบร้อยภายในเดือนตุลาคม ทำให้เห็นชัดเจนว่าการใช้อำนาจรัฐอย่างรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อคืน 11 กันยายน 2564 การใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นพร้อมกับการปิดกั้นการไลฟ์สดของสื่อต่างๆ

ความต้องการจะหยุดการชุมนุมด้วยการใช้ความรุนแรงและใช้อำนาจรัฐจับกุมได้ทำให้เจ้าหน้าที่ คฝ. กระทำการอย่างบ้าคลั่งไร้สติ เช่น ฟาดกระบองใส่หัวผู้หญิงที่ถูกลากไปตามถนน ยิงกระสุนยาง/แก๊สน้ำตาโดยไม่ได้จำแนกกลุ่มคนและยิงโดยไม่สนใจอันตรายที่จะเกิดขึ้น ความบ้าคลั่งไร้สติแบบผู้มีอำนาจในมือที่ถือปืนเห็นได้ชัดเจนจากการถ่ายทอดสดหลายกรรมหลายเวลาในช่วงที่ผ่านมา และปรากฏอย่างเด่นชัดในคืนวันที่ 11 ที่ผ่านมานี้

ความถ่อยเถื่อนของคำสั่งและการปฏิบัติการณ์ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทย “ต้อง” มีนายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจควบคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่มี “สติปัญญา” และ “วุฒิภาวะ” เพียงพอที่จะเข้าใจปัญหาทางสังคมที่เป็นรากฐานของการชุมนุม จึงมองและเข้าใจได้แต่ในระดับที่ว่าเป็นการชุมนุมของผู้ก่อความวุ่นวาย และที่สำคัญไม่มีความสำนึกของการอยู่ร่วมกันใน “สังคมประชาธิปไตย” ที่จะต้องแสวงหาทางออกที่ทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ทำให้การตัดสินใจให้ใช้ความรุนแรงมิติต่างๆ เพราะคิดได้เพียงว่าวิธีการอำนาจเถื่อน/ดิบนี้จะทำให้ผู้คนกลัวและหยุดการเคลื่อนไหว

ความไร้สติปัญญาและวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรีคนนี้เห็นได้ตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจใหม่ๆ ซึ่งได้พูดทำนองว่า “เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เห็นยากอะไร” และในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาก็ได้พูดทำนองตัดพ้อเมื่อถูกวิจารณ์เรื่องการจัดการโรคระบาดว่า “นายกรัฐมนตรีต้องทำทุกเรื่อง ไม่ใช่ทำเรื่องเดียว” และล่าสุดก็พูดทำนองว่าผมสวดมนต์ทุกคืน จะทำผิดได้อย่างไร

การทำงานของนายกรัฐมนตรีเป็นได้ต่ำชั้นกว่าระดับปลัดกระทรวงมากทีเดียว เพราะได้ปล่อยให้แต่ละหน่วยงานทำงานไปโดยที่ตัวนายกรัฐมนตรีไม่มีความคิดกรอบใหญ่ที่จะผลักดันสังคมไทยให้ก้าวพ้นปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเลย การแก้ไขปัญหาการเมืองด้วยการปลดรัฐมนตรีช่วยสองคนก็เป็นเพียงการแก้เกมการเมืองเพื่อให้ตัวเองอยู่ในอำนาจต่อไปได้อย่างสะดวกเท่านั้น

การใช้ความรุนแรงที่พื้นที่ดินแดงที่เกิดต่อเนื่องมา จะต้องได้รับการสอบสวนและเข้าสู่ระบบกฎหมายเพื่อที่จะหาทางป้องกันความเถื่อนของอำนาจรัฐที่ต้องเตือนพี่น้องไทยทุกคนว่าหากปล่อยให้ดำเนินต่อไปอย่างที่ไม่มีการยับยั้ง พี่น้องไทยทุกคนมีโอกาสที่จะได้รับ “ความเถื่อน” นี้ได้ทุกคน (เช่น ซวยหน่อยก็อาจจะถูกรถคนรวยชนตายโดยที่คนรวยเร้นกายหลบกฎหมายได้ ญาติพี่น้องอาจจะถูกถุงดำคลุมหัวในคดีอื่นๆ ที่ไม่ใช่การค้ายา ฯลฯ)

ทางออกเบื้องต้น สังคมต้องช่วยกันกดดันให้ “นายกรัฐมนตรีและเครือข่ายชนชั้นนำ” ให้ประกาศว่าจะสอบสวนการใช้อำนาจรัฐป่าเถื่อนที่ดินแดงนี้ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจขึ้นว่าโอกาสเจอความเถื่อนนี้น่าจะลดลง พร้อมกับรับข้อเสนอของผู้ชุมนุมไปเปิดพื้นที่สาธารณะพูดคุย แม้ว่าข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออกอาจจะยังไม่กล้าที่จะทำ/ยังหวงอำนาจอยู่เพราะคิดว่าตนเองสวดมนต์มาแล้วจึงเป็น “คนดี” จึงต้องเป็นนายกฯ (แต่ก็อาจจะสัญญาได้ว่าขอทำงานให้ “ดีขี้น” ไปจนหมดสมัย และไม่อยู่ต่อ)

หากกดดันให้เกิดการสอบสวนการใช้อำนาจเถื่อนนี้ได้ สามารถลงโทษเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการที่กระทำการอย่างบ้าคลั่ง และหากผลสอบสวนสามารถกดดันให้นายกรัฐมนตรีสัญญาว่าจะตั้งคณะกรรมการดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ทำงานอย่างเหมาะสมและตรวจสอบได้ ทั้งหมดนี้ก็จะลดความตึงเครียดในพื้นที่และในสังคมไทย

แม้ว่านายกรัฐมนตรีแสดงท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปในการสื่อสารกับสังคมโดยคำแนะนำและการจัดการของ “กุนซือทางด้านสื่อสาร” คนใหม่ แต่ปัญหาความตึงเครียดในโครงสร้างสังคมเหลื่อมล้ำที่ดินแดงไม่สามารถจบลงด้วยการสื่อสารเฉยๆ หากแต่ต้องมีการกระทำจริงที่ทำให้ประชาชนเห็นได้ว่า “ความเถื่อนของอำนาจรัฐ” ที่ดินแดงจะต้องหยุด

ที่เขียนมานี้ ไม่คิดว่านายกรัฐมนตรีจะเข้าใจหรอกครับ หากแต่หวังว่าสังคมจะช่วยกันทำให้เครือข่ายรอบข้าง (ที่ยังเหลืออยู่) ของนายกรัฐมนตรีตระหนักว่าต้องทำอะไรมากขึ้น เพราะเหตการณ์ที่ดินแดงไม่ใช่แค่พื้นที่ดินแดงหากแต่เป็นสิ่งที่อยู่ในระบอบอารมณ์ความรู้สึกของคนไทยทั่วแผ่นดิน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้น้ำป่าเทือกเขาเพชรบูรณ์หลากท่วม 3 ชุมชนทับคล้อ จมน้ำกว่า 200 หลังคาเรือน แม่น้ำยมล้นตลิ่ง ท่วมอีกจุด
บทความถัดไป“ไทยประกันฯ” ปรับยุทธศาสตร์ มุ่งสู่ความยั่งยืนรับสถานการณ์ธุรกิจเปลี่ยนเร็ว