‘เต้น’ ฉายภาพการเมือง 3 ป. ฟันธงเลือกตั้งครั้งหน้า พปชร.ไร้ประยุทธ์ 2 ป.สร้างพรรคใหม่

‘เต้น’ ฉายภาพการเมือง 3 ป. ฟันธงเลือกตั้งครั้งหน้า พปชร.ไร้ประยุทธ์ 2 ป.สร้างพรรคใหม่

เมื่อวันที่ 21 กันยายน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.) เขียนข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงความเห็นทางการเมือง และรัฐบาล โดยระบุว่า

หลังศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ การสั่งปลด ร.อ.ธรรมนัสและนางนฤมล พ้นเก้าอี้รัฐมนตรี ถือเป็นการตอบโต้อย่างหนักหน่วงฉับพลันทันทีโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ข้อหาที่ทั้งสองคนโดยในทางการเมืองเรียกว่า “ข้อหาพยายามฆ่า” หมายถึงการเดินเกมลึกลับซ้อนซ้อนบนดินใต้ดิน จะพลิกมติเป็นไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี

คอการเมืองเชื่อกันว่า แม้ ร.อ.ธรรมนัสจะกล้ามใหญ่ขึ้นทุกวัน แต่ทำอย่างนี้ไม่ได้ถ้าหากไม่มีแบ๊กอัพเป็นกำลังสำคัญระดับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดังนั้น งานนี้จึงมีภาพความปริร้าวในกลุ่ม 3 ป. มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างพรรคพลังประชารัฐและอำนาจในรัฐบาล

ที่จริงจะไปมองว่าฝ่าย พล.อ.ประวิตร, ร.อ.ธรรมนัสและพวกลงมือก่อน ก่อเหตุพยายามฆ่าทางการเมืองขึ้นก่อนก็ไม่ถูกนัก เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวบิ๊กในรัฐบาลมอบหมายปลัดกระทรวงใหญ่ชื่อย่อ “ฉ” เดินสายตั้งพรรคการเมือง ธรรมดาของ “ฉ” ตีดัง การเดินสายตั้งพรรค คนเขารู้กันทั้งประเทศ

ในวินาทีที่ พล.อ.ประวิตรกุมบังเหียนพรรคพลังประชารัฐ เป็นฐาน เป็นนั่งร้าน ให้ พล.อ.ประยุทธ์บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี กลับมีข่าวน้อง 2 ป.มอบหมายปลัด “ฉ” ไปตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาแบบนี้ นี่คือข้อหาพยายามเขี่ยพี่ใหญ่ใช่หรือไม่?

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่คุกรุ่นภายในอยู่นานจนเห็นควันจากปล่องภูเขาไฟ

เมื่อมีการพยายามเขี่ย ก็ต้องมีการพยายามฆ่า

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป หลายคนฟันธงว่าอำนาจรัฐนี้คงจะอยู่ได้อีกไม่นาน พอ พล.อ.ประยุทธ์กระชับอำนาจรัฐบาล พล.อ.ประวิตรก็กระชับอำนาจพรรคพลังประชารัฐทันทีเหมือนกัน

ข่าววงในว่ากันว่า ตำแหน่งประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ แท้จริงแล้ว พล.อ.ประยุทธ์คิดอ่านจะเข้ามานั่งเพื่อกระชับสัมพันธ์กับ ส.ส.ในพรรคด้วยซ้ำไป แต่ พล.อ.ประวิตรใช้อำนาจหัวหน้าพรรคประกาศแต่งตั้ง พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ขึ้นมานั่งทันที คำสั่งนี้ปรากฏทางสื่อมวลชนในช่วงกลางคืน อะไรมันจะด่วนขนานนั้น นี่เรียกว่าเป็นเกมทันกันของทั้งสองฝ่าย

เมื่อล้วงมือเข้ามาในพรรคไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ก็แก้เกมโดยการเดินสายพบปะประชาชน ลงพื้นที่ถี่ยิบอย่างกับเลือกตั้ง อาจมองได้ว่าการลงพื้นที่ที่จะทำให้สัมพันธภาพระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ ส.ส.ในพรรคใกล้ชิดแนบแน่นมากขึ้น แต่ในสายตาผมเห็นว่า นี่จะยิ่งตอกย้ำความแปลกแยกแตกต่าง และอาจจะขยายความขัดแย้งภายในพรรคประชารัฐมากกว่า

เพราะถ้าดูพื้นที่ที่ พล.อ.ประยุทธ์เลือกลงพบปะประชาชน ชลบุรี ชัยนาท สุโขทัย ล้วนแล้วแต่เป็นจังหวัดที่ยืนข้าง พล.อ.ประยุทธ์ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาตั้งแต่ต้น ไม่มีพื้นที่ของ ส.ส.ในซีก พล.อ.ประวิตร หรือ ร.อ.ธรรมนัส ถ้าเดินต่อไปแบบนี้ ลองเดาดูซิครับว่าหัวใจหรือความรู้สึกของคนเป็นพี่ใหญ่หรือ ส.ส.ลูกทีมจะเป็นยังไง?

แม้นายทหาร 3 ป.จะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวผูกพันกันกว่าค่อนชีวิต แต่ในทางการเมืองผมเชื่อว่าถ้ามีการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคพลังประชารัฐในมือ พล.อ.ประวิตรจะไม่มีแคนดิเดตชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

พรรคการเมืองที่ปลัด “ฉ” เดินตั้ง น่าจะมีหัวหน้าพรรคชื่อ “อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ส่วนจะมีแคนดิเดตนายกฯ ชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หรือไม่? เป็นเรื่องที่น่าติดตามกันต่อไป

สถานการณ์ความขัดแย้งแบบนี้อาจมองได้ว่าการยุบสภาหรือเปลี่ยนแปลงทางการเมืองคงเกิดขึ้นในระยะใกล้ แต่สายตาผมไม่เห็นแบบนั้น เพราะแม้จะมีความขัดแย้งกัน แต่ทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะซีก พล.อ.ประวิตร หรือซีก พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.อนุพงษ์ รู้สึกตรงกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่พร้อมที่จะสละอำนาจเพื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง จะตีศอกโยนเข่ากันยังไง ทั้งสองฝ่ายยังเห็นว่าถืออำนาจไว้ก่อนยังไงก็ดีกว่า

แต่ในโลกของความเป็นจริง เมื่อความขัดแย้งทางอำนาจมันเกิดขึ้นในจุดศูนย์กลางของอำนาจ การจะรักษาและประคับประคองต่อไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องยาก โคตรยาก! ดังนั้นเจตนาของทั้งสองฝ่ายที่จะหักให้พังกันไปข้างหนึ่ง ไม่มี! แต่สภาพนี้อุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาครับ

พล.อ.ประวิตรประกาศห้ามหัวหน้าก๊วนหัวหน้ากลุ่มทั้งหลายดูแล ส.ส. งานนี้เปิดท่อเพียงลำพังแต่ผู้เดียว ช่วงเลือกตั้งรับรองจะใจป้ำเหมือนเดิม 100%

ทางฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ได้ข่าวว่ามีการระดมกล้วยมหาศาล การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การลงมติที่ผ่านมาถึงขนาด ส.ส.หลายคนเรอออกมาเป็นกล้วย ปรารภกับเพื่อน ส.ส.ด้วยกันว่า “ทั้งชีวิตตั้งแต่อยู่ในสภาไม่เคยยกมือไว้วางใจแล้วได้กล้วยมากมายขนาดนี้”  การเมืองจากนี้ไปจึงเป็นเรื่องกล้วยๆ ไม่ใช่ง่ายนะครับ แต่เยอะ

มองไปยาวๆ ผมว่าสาย พล.อ.ประวิตรเอาพรรคพลังประรัฐอยู่ แต่ไม่รู้ พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.อนุพงษ์จะสร้างพรรคใหม่และครองใจ ส.ส.ได้หรือไม่ เพราะธรรมชาติของสองคนนี้ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์มีความยโสลำพองในตัวเอง มองนักการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วยสายตาเหยียดต่ำตลอดมา

เกือบ 8 ปีในการเข้ามาสู่อำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยให้ความใกล้ชิดสนิทสนมหรือสัมผัสลึกซึ้งใจแลกใจกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก่อนเลย อยู่ๆ จะมาพลิกเปลี่ยนกลับกลายชั่วข้ามคืน ผมว่าไม่ง่าย! ไอ้ที่ลงพื้นที่ถี่ๆ นานไปก็จะเห็นว่าปลอม ควักหัวใจ ส.ส.ที่ห้อมล้อมอยู่ออกมาดูก็จะรู้ว่าไม่ใช่เพราะประยุทธ์ แต่เพราะประโยชน์ที่อำนาจของประยุทธ์จะมอบให้

ผมไม่ได้ยุให้ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันนะครับ แต่ผมเห็นอย่างนั้นจริงๆ

เส้นทางชีวิต เส้นทางอำนาจของ พล.อ.ประวิตร ต่างกับ พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.อนุพงษ์ อย่างมีนัยสำคัญ แม้ทั้งสามคนจะเข้าสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ได้เหมือนกัน แต่เส้นทางของ พล.อ.อนุพงษ์กับ พล.อ.ประยุทธ์คือการเข้าสู่ตำแหน่งสูงสุดในกองทัพด้วยบทละครของอำนาจนอกระบบที่ขีดไว้

หลังการเกษียณอายุราชการของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน คนเข้าใจการเมืองเขียนชื่อ ผบ.ทบ.ล่วงหน้าไว้ได้ 2 คน คือ “อนุพงษ์ เผ่าจินดา” กับ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

แต่สำหรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เส้นทางของเขายากยิ่งกว่านั้น คนคนนี้เดินเข้าสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร จุดนี้ชี้ให้เห็นว่า พล.อ.ประวิตรมีวิชาในการอยู่กับการเมือง, ในการร่วมงานกับพรรคการเมือง, ในการเข้าสู่กลไกอำนาจของฝ่ายการเมือง โดยที่อีกสองคนแทบไม่มีเลย

ดูแล้วเกมนี้เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ พล.อ.ประวิตรจะเป็นรองน้องสองคนก็แค่เดินช้ากว่าเท่านั้นแหละครับ แต่ผมว่าการเดินเกมทางการเมืองไม่ได้ช้ากว่า ดูการขยับหมากในพรรคพลังประชารัฐ ทั้งตั้งประธานกรรมการยุทธศาสตร์และตั้งคณะทำงานฝ่ายกฎหมายก็แล้วกัน

ใครจะไปนึกว่าวันหนึ่งนายทหาร 3 ป.จะเดินมาถึงจุดนี้ แต่นี่คือคำสาปของอำนาจ เมื่อคนกลุ่มหนึ่งถืออำนาจยาวนาน วาสนา บารมี ผลประโยชน์ล้นเกิน ความขัดแย้งภายในก็ย่อมเปราะบางและเกิดขึ้นง่าย

ถ้าถามผมว่าจะเชียร์ใคร? ไม่ทั้งคู่แหละครับ ผมจะรอดูว่าจะจบลงแบบไหน แล้วฝ่ายประชาธิปไตยจะสู้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า เอาว่าตั้งใจหักกันจนพังไปข้างถึงขั้นยุบสภาเร็วๆ ผมว่าไม่มี!

แต่ถ้าจะจบเร็ว ก็ด้วยอุบัติเหตุทางการเมืองจากความขัดแย้งแบบนี้แหละครับ และไม่ต้องห่วงนะครับว่าผมพูดแบบนี้แล้วฝ่ายโน้นเขาจะคิดได้ หันมาปรับความเข้าใจจูบปากกัน พวกนั้นเขาคิดได้เยอะกว่าผมอีกเพราะเขาอยู่ในเหตุการณ์ เรื่องราวมันเลยจุดนั้นมาแล้วครับ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ชวนรำลึก ‘วันแรดโลก’ 22 กันยายน ชี้จำนวนลด เหลือน้อยน่าห่วง
บทความถัดไปจเรตำรวจฯ เตรียมเข้าแจ้งข้อกล่าวหาวินัยร้ายแรง อดีต ผกก. โจ้-พวก6 คนในคุกคลองเปรม