ครม.รับทราบผลเจรจาสิทธิการบิน “ไทย-คาซัคสถาน”

ครม.รับทราบผลเจรจาสิทธิการบิน “ไทย-คาซัคสถาน” มอบ กต. แลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูต คาด ได้ประโยชน์ด้าน ขนส่งผู้โดยสาร-สินค้า-อุตสาหกรรม-ท่องเที่ยว-การบริการระหว่างกัน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี  ไตรสรณกุล  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.รับทราบรายงานผลการเจรจาการบินระหว่างไทยกับคาซัคสถาน โดยได้รับทราบบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-คาซัคสถาน พร้อมให้ความเห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูตของฝ่ายไทยและมอบให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูต ยืนยันการมีผลใช้บังคับของบันทึกความเข้าใจดังกล่าวต่อไป

โดยมีสาระสำคัญคือ การทำการบินโดยใช้ชื่อเที่ยวบินร่วมกัน ในลักษณะดังนี้ ร่วมกันกับสายการบินระหว่างคู่ภาคี, ร่วมกันกับสายการบินของประเทศที่สาม หรือ ร่วมกันกับสายการบินของภาคีคู่สัญญาเดียวกันได้ โดยการนับหักสิทธิความจุความถี่จะหักจากสิทธิของประเทศที่กำหนดสายการบินผู้ดำเนินบริการเท่านั้น(Operating Airline)

สำหรับใบพิกัดเส้นทางบิน สายการบินที่กำหนดของแต่ละฝ่ายสามารถทำการบินตามเส้นทางบินดังต่อไปนี้ ไทย จุดใดๆในไทย-จุดระหว่างทาง 2 จุดที่จะตกลงกัน – อัลมาตี อัสตานา คารากานดี  ซิมเคนท์ และจุดในคาซัคสถานอีก 2 จุดที่จะตกลงกัน – จุดพ้น 2 จุดที่จะตกลงกัน   ส่วน คาซัคสถาน จุดใดๆในคาซัคสถาน – จุดระหว่างทาง 2 จุดที่จะตกลงกัน –กรุงเทพ ภูเก็ต อู่ตะเภา กระบี่ และจุดในไทยอีก 2 จุด ที่จะตกลงกัน –จุดพ้น 2 จุดที่จะตกลงกัน

ส่วนการแต่งตั้งสายการบินที่กำหนดนั้น แต่ละฝ่ายมีสิทธิที่จะกำหนดสายการบินสายหนึ่ง หรือหลายสาย เพื่อดำเนินบริการที่ตกลง  ด้านความจุความถี่นั้นมีดังนี้ กรุงเทพ-อัลมาตี : 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์  กรุงเทพ- อัสตานา : 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์  และช่วงเส้นทางอื่นใด : 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ต่อช่วงเส้นทาง ขณะที่พิกัดอัตราค่าขนส่ง สายการบินจะต้องกำหนดพิกัดอัตราค่าขนส่งโดยตั้งอยู่บนข้อพิจารณาหรือปัจจัยต่างๆทางการค้าในตลาดระดับที่สมเหตุสมผล โดยสายการบินไม่ต้องขอใช้อัตราค่าขนส่งที่ตนเองกำหนดต่อเจ้าหน้าที่การเดินอากาศของภาคีคู่สัญญาอีกฝ่าย

ทั้งนี้ภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายมีสิทธิแทรกแซงการกำหนดอัตราค่าขนส่งของอีกฝ่ายได้ เมื่อพบการกำหนดค่าขนส่งที่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการแข่งขันในตลาด โดยการแจ้งภาคีคู่สัญญาทราบถึงเหตุผลความไม่พอใจ และจัดให้มีการปรึกษาหารือกัน ขณะที่ความปลอดภัยด้านการบินนั้น แต่ละประเทศสามารถปรึกษาหารือ และตรวจสอบอีกฝ่ายเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำการบิน ทั้งในส่วนของอากาศยาน ลูกเรือ รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้อง

โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากผลการเจรจาดังกล่าวนั้น การปรับปรุงสิทธิการบินและข้อบทภายใต้ความตกลงฯ ที่เสนอมาในครั้งนี้เป็นการสนับสนุนให้ปฏิบัติการการบินของทั้งสองฝ่ายมีความคล่องตัว และยืดหยุ่นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการวางแผนการตลาดและการให้บริการของสายการบินเกิดความคุ้มทุนมากขึ้น โดยสายการบินทั้งสองฝ่ายสามารถทำความร่วมมือในการใช้ชื่อเที่ยวบินร่วมกันเพื่อขยายเครือข่ายทางการบิน และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้โดยสารมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสายการบินของทั้งสองฝ่ายและทั้งสองประเทศในด้านต่างๆเช่น การขนส่งผู้โดยสาร ธุรกิจการขนส่งสินค้า อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การค้า และการบริการระหว่างกัน และยังเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ทั้งในระดับสายการบินและระดับรัฐบาลของทั้งสองประเทศต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ครม.อนุมัติงบกลาง 3.8 พันล้าน ให้ ‘กรมราชทัณฑ์’ หลังแจงค่าวัสดุอาหารไม่เพียงพอ
บทความถัดไปครม. ตั้ง ‘ปิยวัฒน์ ศิวรักษ์’ เป็นเลขาธิการ ก.พ. คนใหม่ – ไฟเขียว ตั้ง 2 บอร์ด กฟผ.