ผู้สื่อข่าว’มติชน’รายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาว่า ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่ม 77 ได้บรรจุเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไว้ในปฏิญญาของที่ประชุม ว่าเป็นแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(เอสดีจีส์)ของสหประชาชาติได้ โดยประเทศสมาชิกกลุ่ม 77 ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้และประสบความสำเร็จในโครงการที่หลากหลายซึ่งสะท้อนให้เห็นความเป็นสากลของปรัชญาดังกล่าว
ทั้งนี้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ทำหน้าที่ประธานการประชุมรัฐมนตรีกลุ่ม 77 ครั้งที่ 40 และนำการอภิปรายในหัวข้อ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูงของประเทศสมาชิกกลุ่ม 77 รวม 134 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วมประชุม และได้กล่าวถ้อยแถลงชื่นชมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(เอสอีพี) ในฐานะแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน และสามารถสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายเอสดีจีส์ได้ โดยเฉพาะในห้วงเวลาปัจจุบันที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหลากหลายทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยและผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ตลอดจนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ประเทศสมาชิกหลายประเทศ อาทิ เลโซโท ตองกา ติมอร์เลสเต และ ลาว ที่ได้มีความร่วมมือด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับไทย ได้อภิปรายถึงผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากการนำเอสอีบีไปปรับใช้ โดยเห็นว่าความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์สาธิตและหมู่บ้านเอสอีพีซึ่งไทยให้การสนับสนุนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ในการพลิกฟื้นคุณภาพดินซึ่งเสื่อมโทรมจากแนวปฏิบัติที่ไม่ยั่งยืนในอดีต สร้างความมั่นคงด้านอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตและโภชนาการ เอสอีพียังเป็นประโยชน์ต่อกิจกรรมด้านการพัฒนาอื่น ๆ นอกเหนือจากภาคเกษตร และเพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือนจำนวนมาก ทำให้ตระหนักถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หลายประเทศยังแสดงความเห็นว่าเอสอีพีสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของประเทศของเขา เช่น แนวคิดความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) ของภูฏาน แผนการพัฒนา Filipino 2040 ของฟิลิปปินส์ หรือ วาระการพัฒนา ค.ศ. 2063 ของสหภาพแอฟริกา โดยแนวคิดเหล่านี้ล้วนเป็นแนวทางการพัฒนาที่คิดค้นจากประสบการณ์ของท้องถิ่น และตอบโจทย์เงื่อนไขภายในของแต่ละประเทศ
ขณะที่ประเทศสมาชิกอื่น ๆ อีกหลายประเทศ เช่น บราซิล ซิมบับเว อินโดนีเซีย สิงคโปร์ อียิปต์ แอลจีเรีย มาเลเซีย มองโกเลีย กัมพูชา เคนยา นิการากัว และจีน แสดงความเห็นเกี่ยวกับเอสอีพีอย่างหลากหลายและสร้างสรรค์ โดยได้ชื่นชมไทยที่เผยแพร่แนวทางการพัฒนานี้แก่ประชาคมโลก ซึ่งช่วยเสริมความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ผ่านความร่วมมือใต้-ใต้และไตรภาคี นอกจากนี้เอสอีพียังมุ่งเน้นการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งจากภายในที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เน้นสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงในอนาคต และนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล ตลอดจนสอดรับกับเป้าหมายเอสดีจีส์ ขณะที่มิติด้านคุณธรรมของเอสอีพียังสอดคล้องกับหลักการระหว่างประเทศด้านการส่งเสริมธรรมาภิบาลและความเท่าเทียมกันอีกด้วย
ด้านนางเฮเลน คล๊าก เลขาธิการโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นดีพี) กล่าวชื่นชมแนวคิดเอสอีพีว่า ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน และสามารถช่วยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ในหลายมิติ อาทิ การเกษตร การพัฒนาชุมชน และภาคเอกชน ตลอดจนการอนุรักษ์แหล่งน้ำและป่าไม้
ภายหลังการประชุม ที่ประชุมได้รับรองแถลงการณ์การประชุมระดับรัฐมนตรีกลุ่ม 77 โดยแสดงความยินดีที่ไทยได้แบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วยหลักการมีเหตุผล พอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน บนพื้นฐานของความรู้คู่คุณธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตอย่างสมดุลทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

