‘บิ๊กป้อม’ ลงพื้นที่สระแก้ว ย้ำทุกหน่วยลุยแผนแก้น้ำท่วม-แล้งระยะยาว ฟื้นศก. ช่วยปชช.

‘บิ๊กป้อม’ ลงพื้นที่สระแก้ว ย้ำทุกหน่วยลุยเชิงรุกตามแผนแก้น้ำท่วม-แล้งระยะยาว ฟื้นศก. ช่วยปชช.

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.สระแก้ว โดยมี นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวรายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำเสนอแนวทางให้ความช่วยเหลือประชาชน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกองบังคับการ ร.12 พัน.3 รอ. อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว หลังจากนั้นลงพื้นที่ไปดูงานบริเวณจุดก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำพร้อมสถานีสูบน้ำห้วยพรมโหด พร้อมพนังป้องกันน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองอรัญประเทศ และตลาดโรงเกลือ

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของ จ.สระแก้ว ซึ่งรัฐบาลได้มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาระยะสั้น โดยได้กำหนด 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2564 และในระยะยาวรัฐบาลได้กำหนดแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาด้านน้ำให้กับประชาชนในพื้นที่ให้ครอบคลุมในทุกมิติได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยในวันนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือเพื่อเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและเตรียมแผนเผชิญเหตุให้พร้อม และต้องแจ้งเตือนประชาชนให้รับทราบสถานการณ์ล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและลดผลกระทบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ในส่วนโครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งพื้นที่เกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ได้กำชับให้กรมชลประทานต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยต้องทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้ได้รับการยอมรับและเกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาด้านน้ำในระดับพื้นที่ได้อย่างตรงจุด

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้จังหวัด กรมชลประทาน หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการบริหารจัดการน้ำร่วมกับประเทศกัมพูชา ในการระบายน้ำหลากจากประเทศไทยผ่านไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ จ.สระแก้ว อยู่ในเขต 2 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำโตนเลสาปและลุ่มน้ำบางปะกง มีลำน้ำที่สำคัญคือ คลองพระปรง คลองพระสะทึง ห้วยพรมโหด และลำสะโตน มีพื้นที่เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งในเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Based) จำนวน 2 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ลุ่มน้ำโตนเลสาบและลุ่มน้ำปราจีนบุรีตอนบน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มักประสบปัญหาด้านอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลาก โดยเฉพาะใน อ.อรัญประเทศ มีชุมชน ย่านการค้าการลงทุน ตลาดการค้าชายแดน และบริเวณลุ่มน้ำคลองพระสะทึง ที่มักเกิดน้ำท่วมน้ำหลากจากเขาสอยดาวไหลล้นคลองพระสะทึง บริเวณ อ.เขาฉกรรจ์ อ.วังน้ำเย็น และ อ.วังสมบูรณ์

โดยมีแนวทางการแก้ไขปัญหาอุทกภัย เช่น ระบบคลองผันน้ำและอาคารบังคับน้ำ ระบบป้องกันน้ำท่วมและระบายน้ำ ปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายลำน้ำ ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ การอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ต้นน้ำ เป็นต้น ในส่วนปัญหาด้านภัยแล้ง เนื่องจากเป็นพื้นที่เขตเงาฝน มีภาวะฝนทิ้งช่วง และแหล่งเก็บกักน้ำไม่เพียงพอ ในขณะที่มีพื้นที่การเกษตรมีจำนวนมาก จึงมักประสบปัญหาภัยแล้งเป็นประจำ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ อ.ตาพระยา อ.โคกสูง อ.คลองหาด อ.วังสมบูรณ์ ซึ่งมีแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เช่น จัดทำแหล่งเก็บกักน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักอ่างเก็บน้ำเดิมที่มีอยู่ การผันน้ำจากพื้นที่ใกล้เคียง และ การทำฝนหลวง เป็นต้น

ด้านดร.สุรสีห์ กล่าวว่า สทนช.ผลักดันแผนงาน/โครงการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ จ.สระแก้ว ซึ่งดำเนินการโดยหลายหน่วยงานในช่วงปี 2561-2564 รวม 947 แห่ง สามารถเก็บกักปริมาณน้ำได้เพิ่มขึ้น 22.1 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 354,495 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 87,855 ครัวเรือน เช่น ระบบส่งน้ำฝั่งขวาโครงการระบบส่งน้ำคลองพระสะทึง การวางท่อขยายเขตจ่ายน้ำพื้นที่ตำบลห้วยโจด ระบบส่งน้ำคลองพระสะทึงฝั่งซ้าย ระยะที่ 1 เขื่อนป้องกันตลิ่งริมคลองพระสะทึง การพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร และการขุดลอกสระน้ำสาธารณะ 9 แห่ง ในพื้นที่ ต.วังทอง อ.วังสมบูรณ์ เป็นต้น ส่วนแผนงาน/โครงการตามงบบูรณาการ ปี 2565 จำนวน 22 แห่ง พื้นที่รับประโยชน์ 5,191 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 2,142 ครัวเรือน เช่น อาคารบังคับน้ำบ้านโคกไพลพร้อมขุดลอก และอาคารบังคับน้ำบ้านโคกสนั่นพัฒนา และการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำโนนหมากเค็ง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีแผนงาน/โครงการที่สำคัญ 3 โครงการ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยสะโตน (พรด.) อ.ตาพระยา และโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ บ้านหนองสระหิน อ.วัฒนานคร และโครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งรองรับเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว อ.อรัญประเทศ ซึ่งเมื่อทั้ง 3 โครงการดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มความจุน้ำได้ 38.71 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 48,465 ไร่ และประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 650 ครัวเรือน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สถานทูตสหรัฐฯ และแขกผู้มีเกียรติร่วมฉลองการเริ่มก่อสร้างอาคารแห่งใหม่
บทความถัดไปสถานีคิดเลขที่ 12 : ปล่อยให้ลามไปเรื่อยๆ โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน