ความเห็นต่างของบรรดาพรรคการเมืองต่อรัฐธรรมนูญ 2560 เกิดขึ้นได้เสมอและเป็นมาตลอด
แต่ระหว่างนี้ดูเหมือนจะมีอย่างน้อย 1 มุมมองที่เห็นตรงกัน ในประเด็นกระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ระบบเลือกตั้ง หรือไพรมารีโหวต จะต้องมีการแก้ไข
ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าพรรคการเมือง 2560 มาตรา 50 กำหนดให้พรรคการเมืองที่ประสงค์จะส่งผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขต ต้องจัดให้มีการประชุมสาขาพรรค ในเขตนั้น และมีสมาชิกในเขตนั้นเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 100 คน เพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ขั้นต้น หรือไพรมารีโหวต
อันที่จริงกระบวนการไพรมารีโหวตต้องทำตั้งแต่การเลือกทั่วไปเมื่อปี 2562 แล้ว แต่เนื่องจากค่อนข้างฉุกละหุก พรรคการเมืองเตรียมตัวไม่ทัน คสช.จึงมีคำสั่งยกเว้นไว้ครั้งหนึ่งก่อน
เป็นเรื่องมีเหตุผล ยอมรับกันได้
แต่สำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นอย่างช้าที่สุดตัวเลขกลมๆ ไม่เกิน 2 ปี จะเป็นครั้งแรกที่ต้องเข้าสู่กระบวนการนี้
ไพรมารีโหวตกลายเป็น “ยาขม” ของพรรคการเมือง สมมุติต้องการส่งผู้สมัครครบทุก 400 เขตเลือกตั้ง ก็หมายความว่าพรรคการเมืองต้องจัดตั้งสาขาพรรคในเขตเลือกตั้งให้ครบ 400 สาขา มีสมาชิกแต่ละสาขาอย่างน้อย 100 คน
พรรคการเมืองบอกว่า ยุ่งยาก เป็นภาระค่อนข้างหนัก เตรียมตัวไม่ทัน
บางก็ว่าไพรมารีโหวตยังไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในบริบทการเมืองไทย
มีตัวอย่างความเห็นจาก ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค
เพื่อไทย มองว่าในระยะเร่งด่วนเพื่อให้ทันต่อการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น ประเด็นสำคัญที่ควรแก้ไขคือการทำไพรมารีโหวต เพราะยังไม่เหมาะกับสภาพการเมืองไทยเป็นปัญหากับทุกพรรคการเมือง กฎหมายกำหนดบทลงโทษไว้รุนแรงกรณีการทำไพรมารี โหวต ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย อาจจะมีการร้องเรียนกันมากจนส่งผลต่อการประกาศผลการเลือกตั้งได้
อาจารย์ชูศักดิ์ยังชี้ข้อปลีกย่อย หากผู้สมัครมีการย้ายพรรคแล้วนำสมาชิกในเขตนั้นย้ายตามไปด้วย เมื่อทำไพรมารีโหวตไม่ได้ อาจส่งผู้สมัครไม่ได้ เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองรับรู้กันอยู่
อีกปัญหาสำคัญคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้เพิ่มเขตเลือกตั้งจากเดิม 350 เขต เป็น 400 เขต ต้องมีการแบ่งเขตใหม่ กว่าจะมีกฤษฎีกาเลือกตั้ง การตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดก็จะทำไม่ทัน
แม้ยังมีความไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงจากพรรคการเมือง แต่ก็ไม่อาจละเลยเจตนารมณ์ของการมีไพรมารีโหวตเช่นกัน ที่มีเป้าหมายสำคัญคือ การเปิดกว้างให้สมาชิกพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนในการกำหนดนโยบายและสรรหาผู้สมัครรับการเลือกตั้ง
เพื่อพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันการเมืองของประชาชน พื้นฐานก็คือต้องเริ่มต้นจากนักการเมืองที่ผ่านการคัดสรรจากสมาชิกในเบื้องต้นก่อน ไม่ใช่งุบงิบเลือกกันเองภายในกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระบวนการไพรมารีโหวตมีความสำคัญในการเปิดกว้างให้ประชาชนที่เชื่อมั่นในพรรคการเมืองหนึ่งสมัครเป็นสมาชิกพรรค มีส่วนร่วมเลือกตัวแทนของตัวเองตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น
ไม่ใช่มีความหมายเฉพาะวันหย่อนบัตรเท่านั้น
แก้ไขไพรมารีโหวตจึงควรปรับอยู่ในครรลองให้สามารถนำมาปฏิบัติได้ เป็นสารตั้งต้นเพื่อพัฒนาต่อ
หากจะตัดทิ้งทั้งยวง เพื่อความสะดวกของพรรคการเมืองฝ่ายเดียว เห็นจะไม่งาม
สัญญา รัตนสร้อย

