“เพื่อไทย” ห่วงปมอนุญาโตตุลาการจะชี้ขาดเหมืองทองอัครา

“เพื่อไทย” ห่วงปมอนุญาโตตุลาการจะชี้ขาดเหมืองทองอัครา บอกวันนี้ไทยตกอยู่ในสภาพจะแพ้คดีก็เสียหาย จะเจรจาก็เสียเปรียบ ชวนปชช.ร่วมกันค้านการเอาสมบัติชาติไปแลกกับความผิดพลาดของ “ประยุทธ์”

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 19 ตุลาคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพท. พร้อมด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด และน.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคพท. แถลงความเคลื่อไหวกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ จะมีคำชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างบริษัทคิงส์เกต คอนโซลิเดท จํากัด ประเทศออสเตรเลีย ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด กับราชอาณาจักรไทย จากการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 72/2559 ระงับการทำเหมืองทองคำและประกอบโลหกรรมแร่ทองคำ

โดยนายสมพงษ์ กล่าวว่า คำตัดสินชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ จะออกมาในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ แต่ล่าสุดได้รับทราบมาว่า บริษัท คิงส์เกตฯ ได้แถลงต่อตลาดหลักทรัพย์ ในลักษณะของการเชื่อมั่นว่าแนวโน้มการเจรจากับฝ่ายรัฐบาลไทยจะได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายบริษัท คิงส์เกตฯ ซึ่งทำให้พรรคพท.กังวลว่าอาจเป็นความเสียหายแก่ประเทศและประชาชนไทย ซึ่งเป็นผลจากการใช้อำนาจ มาตรา 44 ของพล.อ.ประยุทธ์ และอาจเสียหายไปถึงขั้นที่จะมีการนำทรัพย์สินชาติไปแลกชดใช้ความผิดพลาดดังกล่าว

ด้านนพ.ชลน่าน กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งระงับการทำเหมืองทองคำและประกอบโลหกรรมแร่ทองคำ เป็นเหตุให้ บริษัทคิงเกตส์ฯ ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ โดยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ได้เริ่มการไต่สวนคู่กรณีรอบแรกที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งระหว่างนั้นฝ่ายรัฐบาลโดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกมาชี้แจงถึงหนทางการระงับข้อพิพาทเป็นระยะ กระทั่งล่าสุดเมื่อ 23 กันยายน 2564 บริษัทคิงส์เกตฯ ได้ทำหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ถึงความก้าวหน้าการเจรจากับฝ่ายรัฐบาลไทยซึ่งกำลังจะได้ข้อยุติ ขณะเดียวกันก็แจ้งไปยังคณะอนุญาโตตุลาการขอให้ยืดเวลาการเปิดคำตัดสินชี้ขาดไปเป็นวันที่ 31 ตุลาคมนี้ เพื่อให้มีการนำข้อสรุปการเจรจาบรรจุในเนื้อหาคำชี้ขาด

นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้ทำให้พรรคพท.นิ่งเฉยต่อไปไม่ได้ เพราะสิ่งที่ได้ตรวจสอบพบจากถ้อยแถลงของบริษัท คิงส์เกตฯ ต่อตลาดหลักทรัพย์นั้นอาจนำมาสู่ความเสียหายกับประชาชนและอาจเกิดความสูญเสียทรัพย์สมบัติของชาติที่จะต้องนำมาแลกชดใช้ความผิดพลาดของพล.อ.ประยุทธ์ โดยสาระของถ้อยแถลงดังกล่าว มีใจความสำคัญชี้ให้เห็นแนวโน้มข้อยุติในลักษณะที่ว่า ข้อเสนอต่างๆ ของบริษัทคิงส์เกตฯ จะได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลไทยทุกข้อโดยไม่มีข้อจำกัด อาทิ การได้รับอนุญาตให้ดำเนินการเหมืองใหม่ทั้งหมด การสามารถได้รับการอนุญาตให้ทำเหมืองในพื้นที่ใหม่ นอกเหนือจากเหมืองทองชาตรีเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทคิงส์เกตฯ มีความมั่นใจว่าจะได้รับการสนับสนุนในการลงทุนและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ และที่สำคัญ คือ ในการทำเหมืองใหม่จะได้รับการดูแลค่าภาคหลวงและภาษีต่างๆ รวมไปถึงกระบวนการอนุมัติอย่างรวดเร็ว ซึ่งสภาพบังคับนี้อาจทำให้เกิดการข้ามขั้นตอน ซึ่งอาจไม่ชอบด้วยวิธีปฏิบัติตามกฎหมายไทย หากรัฐบาลไทยยินยอมตามที่บริษัทคิงส์เกตฯ แจ้งแนวโน้มข้อยุติดังกล่าวและคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการออกมาในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ เป็นไปดังนั้น ประเทศไทยจะเสียหายมหาศาล แม้จะเป็นการประนีประนอมแต่ก็จะเท่ากับการเอาสมบัติชาติและประชาชนไปแลกชดใช้ความผิดพลาดของพล.อ.ประยุทธ์และ คสช. หรือแม้แต่ถ้าอนุญาโตตุลาการชี้ขาดว่าทางการไทยเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และจะต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาด ประเทศและประชาชนไทยจะต้องเป็นผู้ร่วมกันชดใช้ ซึ่งก็ไม่ใช่พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะต้องเป็นผู้ชดใช้

“พรรคพท. ไม่ต้องการให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น และหากเกิดขึ้น คนที่ต้องรับผิดชอบจะต้องเป็นพล.อ.ประยุทธ์ เพราะเป็นผู้ที่ใช้อำนาจและใช้กฎหมายมิชอบ ทรัพย์สมบัติชาติและทรัพย์สมบัติของประชาชน ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติของพล.อ.ประยุทธ์ จะเอาไปแลกชดใช้กับความผิดพลาดของตัวเองไม่ได้” นพ.ชลน่าน กล่าว

ขณะที่ น.ส.จิราพร กล่าวว่า กรณีเหมืองทองอัครา รัฐบาลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงแต่กลับไม่เคยอธิบายเรื่องนี้แก่ประชาชน วันนี้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ ‘จะแพ้คดีก็เสียหาย จะเจรจาก็เสียเปรียบ’ เพราะนอกจากที่อาจจะต้องจ่ายค่าโง่มูลค่ามหาศาลแล้ว ตลอดเวลาในกระบวนการเจรจา ยังพบว่า มีการอนุมัติอาชญาบัตรสำรวจแร่ให้กับบริษัทคิงส์เกตฯ คู่พิพาทกับรัฐบาลไทย เข้าสำรวจเหมืองแร่อย่างเงียบๆ ซึ่งนี่คือการเจรจาที่เอาทรัพยากรประเทศไปแลกเปลี่ยนกับความผิดพลาดของพลเอกประยุทธ์ การเจรจาประนีประนอมใดๆ เท่ากับยอมรับในความผิดพลาดเสียหาย ลุแก่อำนาจ จนต้องสังเวยสมบัติชาติเฉียดล้านไร่ สังเวยค่าโง่ในการใช้อำนาจ ตามมาตรา 44

“วันนี้แม้ต้องรอคำวินิจฉัยสิ้นเดือนตุลาคม แต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้วเพราะ 1. ทันทีที่ปิดเหมืองทอง ย่อมส่งผลกระทบให้พี่น้องชาวเหมืองตกงาน ข้ออ้างเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้รับการแก้ไข 2. ส่งผลกระทบเศรษฐกิจทำลายความน่าเชื่อถือประเทศ 3.ใบเสร็จความเสียหายอย่างน้อยที่สุด ค่าใช้จ่ายหลายร้อยล้านบาทในการต่อสู้คดีที่เกิดขึ้นก็มาจากงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่เงินส่วนตัวของพล.อ.ประยุทธ์ สุดท้าย ค่าโง่จากเรื่องนี้จึงเป็นมรดกบาปของเผด็จการ ที่ชี้ให้เห็นผลกระทบจากการรัฐประหาร จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศร่วมกับพรรคพท.ปกป้องทรัพย์สินชาติ ด้วยการร่วมกันลงชื่อคัดค้านการนำสมบัติชาติไปแลกชดใช้ความผิดพลาดของพล.อ.ประยุทธ์ โดยพรรคพท.จะแจ้งช่องทางการลงชื่อให้ทราบต่อไป” น.ส.จิราพร กล่าว

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon