หน้าแรก การเมือง โอด กรธ.ข่มขื...

โอด กรธ.ข่มขืนใจ- รุมชำแหละร่างรธน.“ที่มาส.ส.-ลต.บัตรใบเดียว” โดนสับเละสุด

8.02.16 | 17:37 น.

“สปท.การเมือง” ร่ายยาว 2 ชั่วโมง ชำแหละร่างรธน. “ที่มาส.ส.-ลต.บัตรใบเดียว” โดนรุมสับเละสุด ยัน ซื้อเสียงกินรวบง่ายกว่าเดิม “วันชัย” โอด กรธ.ข่มขืนใจบังคับเลือกส.ส. ด้าน “สมพงษ์” จวก ม.139 สุดพิสดาร ให้อำนาจศาลรธน.7วัน ปลด ครม.ได้ทั้งคณะ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) มีร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสปท. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่ออภิปรายแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น ฉบับนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) โดยมีตัวแทนกรธ. ได้แก่ นายเธียรชัย ณ นคร นางกีระณา สุมาวงศ์ และนายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. เข้าร่วมรับฟังด้วย ซึ่งการอภิปรายเริ่มจากคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจะใช้เวลาอภิปราย 2 ชั่วโมง โดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กล่าวว่า การกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากนั้น ถือว่าเหมาะสม เพราะที่ผ่านมายังมีหลายเรื่องขาดผู้ที่จะมาชี้ขาดปัญหา แต่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่กรธ.กำหนดนั้น ดูเหมือนมีอำนาจไปวินิจฉัยองค์กรสูงสุดของประเทศ คือฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมากเกินไป จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมาก

นายเสรี กล่าวต่อว่า ส่วนดีของร่างรัฐธรรมนูญ คือ เรื่องปราบโกง ถือว่าเป็นภาพลักษณ์ที่ดี ที่ไม่ให้ผู้กระทำความผิดทุจริต คอร์รัปชั่น เข้าสู่การเมืองอีก แต่มีหลายเรื่องในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าสิ่งที่กรธ.เสนอมา เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาประเทศได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการลงทุนทางการเมือง เพราะเมื่อนักการเมืองลุงทุนเพื่อเข้ามาสู่อำนาจแล้วได้เขามา ก็ต้องถอนทุนโดยการคอร์รัปชั่น ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่หากกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วก็ต้องมีเป้าหมายที่จะขจัดนักการเมืองทุจริตเหล่านี้ โดยเฉพาะที่มาของส.ส. นั้น การกำหนดใช้ส.ส.เขตเล็ก เขตเดียวเบอร์เดียว จะยิ่งทำให้ซื้อเสียงง่าย เป็นการสู้กันแบบเอาเป็นเอาตาย ส่วนที่บอกว่าทุกคะแนนเสียงจะไม่ตกน้ำ เพราะนับคะแนนรวมกันนั้น ยืนยันว่าจะไม่สะท้อนความต้องการของประชาชน ดังนั้นกรธ.จึงควรกำหนดให้การเลือกตั้งเป็นเขตใหญ่ ให้ประชาชนเลือกคนที่ต้องการ ผลออกมาคนที่ 1 ก็จะได้รับเลือกตั้ง และคะแนนของคนที่ 2 ก็จะได้เป็นตัวแทนของคนอีกกลุ่มหนึ่ง เช่นนี้นี้คะแนนถึงจะไม่ตกน้ำ

ประธานกมธ.การเมืองฯ กล่าวอีกว่า ส่วนการได้มาซึ่งส.ว.นั้น กมธ.การเมืองฯเห็นว่า หาก กรธ.กำหนดที่มาเช่นนี้จะบล็อกโหวตได้ง่าย ดังนั้นหากอยากให้ส.ว.มีประโยชน์ก็ต้องกำหนดบคุณสมบัติและคุณภาพ และต้องยอมรับความจริงคือหากอยากได้ส.ว.ที่มีประโยชน์ต่อประเทศ ก็ควรกำหนดที่มาที่เหมาะสม คือ มาจากการสรรหาทั้งหมด ก็จะเป็นทางออกได้ เพียงแต่สิ่ที่กรธ.เป็นห่วง คือ ไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง จึงไปกำหนดคุณสมบัติและตัดสิทธิ์ของผู้จะเป็นส.ว. โดยกำหนดให้ต้องพ้นจากสมาชิกพรรคมากถึง 10 ปี ถามอย่างนี้เหมาะสมหรือไม่ เพราะในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตกไป กำหนดไว้เพียง 5 ปี เท่านั้น ในขณะที่ กรธ.ถูกจำกัดสิทธิโดยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ว่า ห้ามดำรงตำแหน่งเพียง 2 ปี ดังนั้นการไปตัดสิทธิคนอื่นมากเกินไป ก็จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ขาดความน่าเชื่อถือ

นายเสรี กล่าวต่อว่า ส่วนที่มานายกฯนั้น การที่กรธ.กำหนดให้พรรคการเมืองเสนอบัญชีผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) 3 คน นั้น พรรคการเมืองที่มีส.ส.จำนวนมาก เขาจะเอาคนอื่นมาเป็นนายกฯหรือไม่ และคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ถ้าไม่อยู่พรรคที่เป็นเสียงข้างมาก โอกาสที่จะเป็นนายกฯก็ไม่มี ดังนั้นการกำหนดเช่นนี้จึงไม่มีปะโยชน์ และเป็นการปิดกั้น ดังนั้น สิ่งที่จะกำหนดบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯจากส.ส. โดยใช้คะแนนเสียงกึ่งหนึ่ง ถ้าประเทศเกิดวิกฤติ และหากนายกฯที่มาจากส.ส.ไม่เป็นที่ยอมรับหรือทำงานไม่ได้ ก็สามารถเลือกคนที่ไม่เป็นส.ส.มาเป็นนายกฯได้ โดยใช้เสียง 3 ใน 5 ของ ส.ส. แม้จะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ถ้าเกิดวิกฤติก็น่าจะเป็นทางออกได้ หรือระบุว่า หากเกิดวิกฤตก็ให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่นายกฯชั่วคราว ซึ่งสิ่งที่กมธ.การเมืองฯเสนอเป็นเรื่องที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

Advertisement

ด้าน นายคำนูณ สิทธิสมาน กล่าวว่า ระบบเลือกตั้งบัตรใบเดียว เป็นการตัดสิทธิของประชาชนในการเลือกตั้งคือ ตัดหนทางเลือกประชาชนลงไปจากเดิม และเป็นการตัดหนทางของพรรคการเมืองขนาดเล็กที่มีทุนน้อย พรรคการเมืองที่เป็นทางเลือกใหม่ ในอดีตพรรคการเมืองพรรคเล็กสามารถส่งบัญชีรายชื่ออย่างเดียวก็ได้ และไม่ต้องส่งตัวแทนเขตมาก แต่ระบบการเลือกตั้งบัตรใบเดียว จะเป็นการตัดหนทางของพรรคการเมืองทางเลือกใหม่ในการเลือกตั้งโดยสิ้นเชิง เรื่องนี้จึงไม่เห็นด้วย ส่วนเรื่องเสียงประชาชนที่จะไม่ตกน้ำ ตนเห็นด้วย แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบนี้ เพราะอาจใช้ระบบสองใบแต่ใช้วิธีการนับคะแนนใหม่ก็ทำได้ สำหรับที่มาของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นประเทศแรกที่ใช้ระบบนี้ คือ การให้พรรคการเมืองเสนอชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ 3 รายชื่อ ถามว่าระบบนี้มีขึ้นมาเพื่ออะไร เพราะโดยปกติ ส.ส. ต้องเลือกหัวหน้าพรรคตนเองเป็นนายกฯ แต่กรณีในยามวิกฤติ ก็สามารถกำหนดได้ ว่าถ้าเป็นส.ส ก็ให้ใช้เสียงกึ่งหนึ่ง เพื่อให้เกิดฉันทามติจริงๆ ว่า ถ้านายกฯจะไม่ใช่ ส.ส. จะต้องมีเสียงพ้องต้องกันจริงๆ หรือจะล็อกเพิ่มเติมก็ได้

“การไปล็อกคนที่จะเป็นนายกฯ ไว้กับบุคคล 3 ชื่อ จะเกิดปัญหาคือ ในขณะที่พรรคการเมืองเสนอ 3 ชื่อ เป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ในการเลือกสภาจะเป็นเวลาอีก 3 เดือน สถานการณ์ระหว่างนี้อาจเกิดการพลิกผัน ว่านายกฯอาจจะไม่ได้มาจาก 3 คนนี้ จุดอ่อนของระบบการเลือกตั้ง คือ อายุของสภาฯ 4 ปี ก็ไม่มีการบังคับว่าต้องมีรัฐบาลเดียว แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะต้องมีกระบวนการเลือกนายกฯในสภาใหม่จะทำอย่างไรต่อไป เพราะมีจุดอ่อนที่สุด คือ กรณีนายกฯบริหารงานไป 1 ปี แล้วเกิดวิกฤตไม่สามารถบริหารประเทศได้ ก็ให้กลับไปเลือกนายกฯที่พรรคการเมืองเคยเสนอเมื่อ 1-2 ปี ก่อนหน้านี้มาเลือกอย่างนั้น หรือ กรธ.มีเหตุผลอะไร ทำไมต้องไปมัดตัว ให้คนที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ เขาต้องผูกพันกับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ไปทำอะไรก็ไม่ได้ เสียชีวิตก็ไม่ได้ ถ้าเสียชีวิตทางเลือกนายกฯก็ลดน้อยลงไปอีก ผมจึงอยากถามว่าการเลือกนายกในสภาฯตามระบบที่ว่านี้มีเหตุผลที่จำเป็น และเหมาะสมแค่ไหน” นายคำนูณ กล่าว

นายวันชัย สอนสิริ กมธ.การเมือง ฯกล่าวว่า ถ้าจะให้คะแนนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตนขอให้ 85 คะแนน ถ้ากรธ.ร่างแล้วทำให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมได้ เชื่อว่า จะทำให้เราได้ ส.ส. ส.ว. และนายกฯที่ดี ถ้าเราได้คนเหล่านี้ดีแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็แทบจะไม่ต้องพูดอะไรมากเลย แต่ระบบที่มาของส.ส.นั้น ถือว่าบังคับข่มขืนจิตใจตนเหลือเกิน ทำไมกรธ.ต้องมาข่มขืนจิตใจตน มาบังคับให้เลือกคน เลือกพรรค โดยบอกเหตุผลว่าไม่อยากให้คะแนนทิ้งน้ำ อยากได้คนที่ดีสุด แต่การเลือกบัตรใบเดียว เขตเดียวเบอร์เดียวนั้น อิทธิพลท้องถิ่น อิทธิพลของเงินครอบงำได้ ซื้อรอบเดียวได้ 3 อย่าง เพราะฉะนั้นระบบนี้จึงได้ไม่คุ้มเสีย ซึ่งถ้าต้องการให้คะแนนไม่ทิ้งน้ำ นอกจากนี้ อำนาจศาลรัฐธรรมนูญนั้น ถือว่าไม่ธรรมดา คือ ไปดึงศาลเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากเกินไปทำไม คราวที่แล้วเราเห็นศาลเจ็บปวด เพราะท่านทำให้องค์กรเขาเสียหาย ดังนั้น กรธ.ควร ปรับเปลี่ยนอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และวางตำแหน่งให้ถ่วงดุลกับนิติบัญญัติและบริหารให้เหมาะสมจะดีกว่า

ขณะที่ นายสมพงษ์ สระกวี กมธ.การเมืองฯ กล่าวว่า ถ้าใครได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้ว บอกได้คำเดียวว่าหนาว เพราะร่างรัฐธรรมนูญมีอำนาจใหม่มาอยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญที่ทรงฤทธานุภาพมาใช้แทนปวงชนชาวไทยอย่างน่าเกรงขาม ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับใด เพราะในมาตรา 139 ให้อำนาจเรื่องการพิจารณาเรื่องการหมดสมาชิกภาพของส.ส. ส.ว. และคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยเฉพาะเรื่องการพิจารณาใช้งบประมาณรายจ่าย ที่ระบุว่า ส.ส. ส.ว. และครม.จะมีส่วนร่วมในการใช้งบประมาณทั้งทางตรง และทางอ้อมไม่ได้ หากใครตกเบ็ดเอางบมาใช้ หรือเอางบไปลงในพื้นที่ตัวเอง รัฐธรรมนูญให้อำนาจส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องการหมดสมาชิกภาพ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 7 วัน ถือว่ารวดเร็วมาก โดยไม่รู้ว่า จะต้องมีการสืบพยาน หรือหาหลักฐานอะไรหรือไม่ ถือว่าน่ากลัวมาก เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาให้ส.ส. ส.ว. และครม.พ้นจากตำแหน่งได้ภายใน 7 วันเท่านั้น ดังนั้นการจัดทำงบประมาณ เอกสารนับหมื่นหน้า ต้องระวังอย่างมาก ไม่เช่นนั้นรัฐบาลอาจพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะได้ การคิดอะไรพิสดารแบบนี้ จึงทำให้เราไม่ไปไหน

ส่วน นายนิกร จำนง กมธ.การเมืองฯ กล่าวว่า ร่างฉบับนี้ไม่ได้ดีที่สุด และยังแก้ไขไม่ได้ เปรียบเหมือนค่ายกลเจ็ดดาว ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้ วาระแรก ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของส.ส. และ ส.ว.ต้องมากกว่า 1 ใน 3 หรือ 66 คน วาระสุดท้าย ก็กำหนดให้ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง และพรรคใดมีเสียงมากกว่า 10 คน ต้องได้รับความเห็นชอบ 10 เปอร์เซ็นต์ และ ส.ว.ต้องมีเสียงมากกว่า 1 ใน 3 อีก กลายเป็นเสียงส่วนน้อยล็อคเสียงส่วนใหญ่ สุดท้ายรัฐธรรมนูญก็แก้ไขไม่ได้ ทั้งยังต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากมีการแก้ไขเนื้อหาเกี่ยวกับองค์กรอิสระต้องไปลงประชามติอีก และก่อนทูลเกล้าก็ให้อำนาจ ส.ส.และส.ว.จำนวนหนึ่งเข้าชื่อร้องต่อศาลให้ตรวจสอบได้อีก ตนเห็นด้วยว่า กฎหมายแม่ต้องแก้ยาก แต่ไม่ใช่แก้ไม่ได้เลย หากคนเขียนหลุดเข้าไปในค่ายกลนี้เอง ก็เชื่อว่าออกไม่ได้ อยากให้ กรธ. ปรับแก้ มิเช่นนั้นจะมีปัญหากันทั้งยุทธจักร