วันนี้ (27 ก.ย.) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กกรณีคดีจำนำข้าว ระบุว่า ตามที่นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งกล่าวว่า ค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวที่เหลือ 80% หรือประมาณ 1.42 แสนล้านบาทนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ถูกทำให้เกิดความเสียหายต้องไปตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาผู้รับผิดชอบ ผมมีข้อสังเกตกับบุคคลเหล่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์หาผู้รับผิดชอบ
1.นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีคลัง เป็นผู้กล่าวว่าข้าวที่ยังไม่ขายก็ยังไม่ขาดทุน รวมทั้ง “ถ้ารัฐบาลทำโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ทำให้รัฐเสียหายมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงบที่รัฐบาลชุดก่อนใช้ชดเชยในระบบประกันรายได้เกษตรกร รัฐบาลพรรคเพื่อไทยคงอยู่ไม่ได้ ไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่า ในฐานะรองนายกฯเศรษฐกิจจะรับผิดชอบอย่างไร” และนายกิตติรัตน์ยังเป็นผู้ลงนามหนังสือกระทรวงการคลังลงวันที่ 18 กันยายน 2555 ถึงรัฐบาล กรณีการขาดสภาพคล่องโครงการ และชี้ให้เห็นถึงนโยบายรับจำนำราคาสูงเป็นประโยชน์แก่ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายอื่น แต่ไม่ช่วยเสนอระงับยับยั้งความเสียหาย กลับปกป้องโครงการจนนำไปสู่ความเสียหายอย่างมากมาย
2.นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ ที่เป็นผู้บริหารโครงการต่อจากนายบุญทรง ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่รับทราบความเสียหายของโครงการ แต่มีพฤติกรรมปกป้องโครงการจำนำข้าว จนนำไปสู่ความเสียหายมากขึ้น
3.นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ ผู้ที่มีบทบาทสร้างภาพ เดินสายตรวจโกดังข้าว และยืนยันคุณภาพข้าวว่าดีมาตลอด แต่กลายเป็นปิดบังข้อเท็จจริง แม้แต่ สตง.มาตรวจพบข้าวมีปัญหาที่โกดังพิษณุโลก ก็ยังแก้ต่างขัดแย้งกับข้อเท็จจริง พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ผู้ทุจริตได้ใจว่ารัฐบาลปกป้อง จนนำไปสู่ความเสียหายจำนวนมาก
4.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต รมช.พาณิชย์ เป็นผู้มีบทบาทแก้ต่างที่ขัดแย้งข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการตอบกระทู้ข้าวเน่าที่ฝ่ายค้านเอาหลักฐาน กระสอบข้าวเสื่อมไปให้ในสภา แทนที่จะเอาจริงในการตรวจสอบ กลับพยายามปกปิดข้อมูลและมาแถลงภายหลังว่าข้าวคุณภาพดี พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ผู้ทุจริตได้ใจว่ารัฐบาลปกป้อง จนนำไปสู่ความเสียหายจำนวนมาก
5.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตจำนำข้าว แต่จากการดำเนินการตรวจสอบการทุจริต แทบไม่สามารถป้องกันการทุจริตและสร้างความเสียหายต่อโครงการรับจำนำข้าวได้เลย
จึงเสนอเป็นข้อสังเกตแก่คณะกรรมการที่จะหาผู้ร่วมชดใช้ความเสียหาย ในวงเงินที่ยังค้างอยู่อีก 1.42 แสนล้านบาท เพราะบุคคลดังกล่าวถ้ามีการเสนอข้อเท็จจริง ช่วยระงับยับยั้ง ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ปกป้องการกระทำที่ไม่ชอบ ความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวคงไม่สูงถึงขนาดนี้

