ทีม ศก.ทันสมัย ปชป.เสนอ 4 มาตรการ หลังนายกฯประกาศเลิกเคอร์ฟิว อำนวยความสะดวกต่างชาติลงทุน

‘ทีมเศรษฐกิจทันสมัย’ ปชป.เสนอ 4 มาตรการ หลังมีประกาศยกเลิกเคอร์ฟิว 17 จังหวัด พร้อมเสนอผ่อนปรน อำนวยความสะดวกต่างชาติลงทุนในไทย หวังช่วยกระตุ้น ศก.

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พร้อมด้วย นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรค แถลงข่าวถึงกรณีที่รัฐบาลมีมาตรการยกเลิกเคอร์ฟิวใน 17 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว โดยประกาศมีผลบังคับใช้ 1 พฤศจิกายนนี้ว่า ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และสอดคล้องกับแนวทางของทีมเศรษฐกิจทันสมัยที่ได้เสนอประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง ที่ต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการผ่อนคลายเป็นลำดับขั้น เพราะเรื่องสาธารณสุขและเศรษฐกิจจำเป็นที่จะต้องเดินควบคู่กัน ไม่สามารถให้น้ำหนักกับประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ยกเว้นในสถานการณ์ที่มีการระบาดรุนแรงที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องสาธารณสุขเป็นหลัก แต่เมื่อตัวเลขการติดเชื้อมีสถานการณ์ที่ดีขึ้นภายใต้การฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมมากขึ้น จึงจำเป็นต้องให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

นางดรุณวรรณกล่าวว่า รู้สึกยินดีกับพี่น้องประชาชนใน 17 จังหวัดนำร่อง รวมถึงกรุงเทพมหานครที่ได้รับการยกเลิกเคอร์ฟิวแล้ว แม้บางจังหวัดอาจมีบางพื้นที่ที่ยังต้องควบคุมแบบเข้มงวดอยู่ก็ตาม ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีในการเปิดประเทศ เพื่อเตรียมรับทั้งนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างประเทศ แต่อยากฝากไปถึงภาครัฐและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ศบค.ว่ามาตรการใดที่ออกมาขณะนี้ยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการคู่ขนานออกมาควบคู่กันไปด้วย เพราะเมื่อยกเลิกเคอร์ฟิวแล้วสิ่งที่อาจเกิดขึ้นตามมาก็คือจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยมีมาตรการคู่ขนานที่ต้องเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านสาธารณสุขและกฎหมายคือ 1.การเตรียมความพร้อมเรื่องสถานพยาบาล โรงพยาบาลสนาม บุคลากรทางการแพทย์ในกรณีที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการเตียงเพื่อรองรับกลุ่มผู้ป่วยสีเหลืองที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดนำร่องที่ยกเลิกเคอร์ฟิว

นางดรุณวรรณกล่าวต่อว่า 2.เร่งฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม โดยเฉพาะจังหวัดที่มีการยกเลิกเคอร์ฟิว ซึ่งควรมีสัดส่วนผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 70% ขอจำนวนประชากร เพื่อให้มั่นใจว่าหากเกิดการติดเชื้อหรือมีการแพร่กระจายเชื้อแล้วจะสามารถควบคุมโรคได้ รวมถึงลดอัตราการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยขั้นรุนแรงให้กับพี่น้องประชาชนได้ 3.มาตรการด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมในทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นสถานประกอบการที่อนุญาตให้เปิดดำเนินการได้ หรือได้รับการขยายเวลาดำเนินการได้ ผู้เกี่ยวข้องต้องเข้าไปดูแลเรื่องความพร้อมในการเปิดให้บริการ รวมถึงเข้มงวดเรื่องการรวมตัวของผู้ใช้บริการ การสวมหน้ากากอนามัย เพื่อไม่ให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่ขึ้นซึ่งจำเป็นต้องนำมาตรการด้านกฎหมายมาใช้เพื่อมากำกับดูแลหากไม่ได้รับความร่วมมือ

“และ 4.มาตรการด้านกฎหมาย เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือ หรือละเมิดข้อบังคับ ในกรณีที่เปิดประเทศและยกเลิกเคอร์ฟิวในบางพื้นที มาตรการการควบคุมโรคภายในประเทศจึงจำเป็นที่จะต้องมีความเข้มข้น เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อ” นางดรุณวรรณกล่าว

ด้านนายปริญญ์ยังกล่าวถึงประเด็นหลักด้านเศรษฐกิจภายหลังการเปิดประเทศให้ 46 ประเทศสามารถเดินทางเข้ามาได้ว่า อยากให้พิจารณากฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เมื่อเราต้องเปิดประเทศในยุคโควิด หากมีกฎเกณฑ์บางอย่างที่สามารถผ่อนผันได้ก็จะเป็นสิ่งดี พร้อมกับยกตัวอย่างถึงกรณีที่มีกองถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างประเทศเดินทางมาประเทศไทย ทุกคนในกองถ่ายได้รับการฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้ว และมีการทำบับเบิลแอนด์ซีลในกองถ่ายอยู่แล้ว จึงอยากให้มีการอำนวยความสะดวกด้วยการบูรณาการจากภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในการนำเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ประเทศได้

“นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องการมาสนุก มาผ่อนคลาย ดังนั้น มาตรการใดที่สามารถอำนวยความสะดวกให้ได้ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ รวมถึงต้องมีการสื่อสารอย่างชัดเจนต่อนานาประเทศ เพราะยังมีอีกหลายประเทศที่สนใจเดินทางเข้ามานอกเหนือจาก 46 ประเทศที่เราอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัว จึงอยากให้มีเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนและนักท่องเที่ยวอีกเป็นจำนวนมากเดินทางมาที่บ้านเราเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ” นายปริญญ์กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon