เฟซบุ๊กประชาไท รายงานเมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ระบุว่า การจัดงาน “รายงานซ้อมทรมานในไทย”ที่ องค์การนิรโทษกรรมสากล หรือ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จัดขึ้นที่ โรงแรมโฟร์วิงส์กรุงเทพ เพื่อเผยแพร่รายงานจากสำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล แห่งกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เรื่อง “บังคับให้มันพูดให้ได้ภายในพรุ่งนี้ : การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายภายในประเทศไทย” (“Make Him Speak by Tomorrow”: Torture and Other Ill-Treatment in Thailand) ได้มีเจ้าหน้าที่สันติบาลและเจ้าหน้าที่จากกรมแรงงานได้เข้ามาพูดคุยกับผู้จัดงานว่า ผู้บรรยายซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของแอมเนสตี้จากสหราชอาณาจักร 2 คน ไม่มีใบอนุญาตทำงาน
โดยเจ้าหน้าที่กล่าวว่า ไม่ได้สั่งห้ามให้ไม่มีการจัดงาน เพียงแต่หากกิจกรรมยังดำเนินต่อไป ผู้บรรยายอาจถูกดำเนินคดีในกฏหมายแรงงานของไทยได้
ทั้งนี้รายงานที่จะเปิดเผยในกิจกรรมดังกล่าว เรื่อง “ประเทศไทย:วัฒนธรรมการทรมานภายใต้ระบอบทหาร” อ้างข้อมูลจากรายงานที่พบว่า เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจให้การทรมานผู้ต้องสงสัยที่ก่อความไม่สงบ ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และบุคคลที่มีความเสี่ยงเปราะบางจากกลุ่มต่างๆของสังคม โดยรายงานที่อ้างถึงการทรมาน 74 กรณีที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจระหว่างปี 2557-2558 ผลจากประกาศคำสั่งหลังการรัฐประมหารที่รัฐบาลประกาศออกมาเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการควบคุมตัวโดยปราศจากการตรวจสอบ จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลที่ เป็นอิสระเพื่อควบคุมดูแลสถานที่ควบคุมตัวต่างๆ และเยียวยาให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ
ทั้งนี้รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลมีข้อเสนอแนะซึ่งเป็นขั้นตอนง่าย ๆ ที่ทางการไทยสามารถปฏิบัติตาม เพื่อแก้ปัญหาข้อบกพร่องทางกฎหมายและในเชิงโครงสร้างซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการทรมานได้
ทั้งนี้รวมถึงการยุติการควบคุมตัวโดยปราศจากการตรวจสอบ การเอาผิดทางอาญากับการทรมานการห้ามไม่ให้ศาลรับฟัง “หลักฐาน” ที่ได้มาจากการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ การสอบสวนตามข้อมูลในรายงานที่เปิดโปงว่ามีการทรมาน และการนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่ก ระบวนการยุติธรรม การจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลที่ เป็นอิสระเพื่อควบคุมดูแลสถานที่ควบคุมตัวต่างๆ และการเยียวยาให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ
“การทรมานไม่เพียงทำ ให้เหยื่อรู้สึกอับอาย หากยังทำลายศักดิ์ศรีของผู้กระทำการทรมานโดยทำลายความเป็นมนุษย์ของพวกเขาอีกด้วย มาตรการป้องกันการทรมานไม่เพียง ช่วยคุ้มครองผู้ ที่ ถูกควบคุมตัว หากยังเป็นการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ในเครื่องแบบซึ่งเป็นผู้ควบคุมตัวผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ และยังเป็นการคุ้มครองรัฐที่เจ้ าหน้าที่เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตั วแทนอีกด้วย” ราเฟนดี จามินกล่าว
ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างกา รจัดทำร่างพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการทรมานและการบังคั บบุคคลให้สูญหาย ซึ่งอาจเอาผิดทางอาญากับการทรมานและกำหนดมาตรการคุ้มครองป้องกันการทรมานได้
“หากมีการแก้ไขเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ แห่งสหประชาชาติ และโดยเฉพาะหากมีการประกันให้มี การสอบสวนข้อกล่าวหาว่ามีการทรมานอย่างเป็นอิสระ ย่อมเป็นก้าวย่างสำคัญที่นำไปสู่การขจัดการปฏิบัติมิชอบที่โหดร้ายเหล่านี้ให้หมดไปจากประเทศไทย ” ราเฟนดี จามินกล่าว

