‘รุ้ง’ ลั่น อีก 3 วันเปิดประเทศ คนรวมตัวกัน ยังจะใช้ ‘พ.ร.ก.ฉุกเฉิน’ สกัดม็อบ?

29.10.21 | 12:25 น.

‘รุ้ง’ ลั่น อีก 3 วันเปิดประเทศ คนรวมตัวกัน ยังจะใช้ ‘พ.ร.ก.ฉุกเฉิน’ สกัดม็อบ?

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 ตุลาคม ที่ศาลแพ่งรัชดา ถนนรัชดาภิเษก สืบเนื่อง น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง โฆษกกลุ่มราษฎร, นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ พร้อมทีมทนายความ จากภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยขอให้ศาลเพิกถอนข้อกำหนดที่ออกในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 15) ข้อ 3 เนื่องจากจำกัดสิทธิเสรีภาพการชุมนุม และยื่นคำร้องขอให้ศาลอนุญาตให้มีการไต่สวนฉุกเฉิน คุ้มครองชั่วคราวการชุมนุมในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ที่แยกราชประสงค์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ปนัสยา นายเสกสิทธิ์ นักกิจกรรม และทนายความ ประมาณ 7 คน เดินถือป้ายไวนิลที่จำลองจากเอกสารซึ่งจะนำมายื่นต่อศาลในวันนี้

นายเสกสิทธิ์กล่าวว่า เราเป็นตัวแทนประชาชน มายื่นคำร้องขอเพิกถอนข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 15 ข้อ 3 ห้ามชุมนุมฯซึ่งเป็นข้อกำหนดที่อ้างวัตถุประสงค์ป้องกันโรคระบาด ในการจำกัดสิทธิเสรีภาพการรวมตัว ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ จึงมายื่นเพิกถอนข้อกำหนดดังกล่าว

“เรามาขอให้เพิกถอน เพราะผลไม่เหมือนการยกเลิก ซึ่งผลจะยังคงมีอยู่ การเพิกถอนเรามาขอในฐานะที่ว่า ข้อกำหนดนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น” นายเสกสิทธิ์กล่าว

Advertisement

ด้าน น.ส.ปนัสยากล่าวว่า ทั้งนี้ ก็หวังว่าศาลจะรับคำร้อง และอนุญาตให้ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อออกคำสั่งคุ้มครองในวันนี้ 31 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะมีการชุมนุมที่แยกราชประสงค์

“วันนี้มาฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เราต้องการร้องขอให้ศาลรับฟังความคิดของเรา ในฐานะประชาชน ผู้ที่จะออกมาใช้สิทธิเสรีภาพ ในการแสดงออกทางการเมืองและการชุมนุมอย่างสงบตลอดมา แต่การที่เราจะประกาศชุมนุมทุกครั้ง ก็จะมีการขัดขวางอยู่เสมอ โดยที่การขัดขวางนั้นไม่ได้ถูกรับรองด้วยกฎหมาย เช่น การใช้ลวดหนาม ตู้คอนเทนเนอร์ ในการใช้สิ่งเหล่านี้ ไม่มีบัญญัติไว้ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 3 วันจะเปิดประเทศแล้ว ความจริง พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้ ที่จะใช้ต่อไป ทำไมถึงยังห้ามเราชุมนุมอยู่ ในเมื่อเปิดประเทศแล้วจะมีการรวมตัวกันทั้งประเทศ โดยคนทั่วไปที่ออกมาใช้ชีวิตกันปกติ เราไม่คิดว่ามีเหตุจำเป็นอันใด ที่จะห้ามชุมนุม เรายืนยัน และทำให้เห็นมาตลอดว่า ชุมนุมสงบ สันติ ทุกครั้งไป

“เราคาดหวังจริงๆ กับกระบวนการยุติธรรม การที่เราออกมาพูด ยื่นคำร้อง ณ ตรงนี้ ทุกครั้งที่มีการชุมนุม ตำรวจจะมาก่อนงาน แล้วก็ใช้ลำโพงประกาศ อ้างผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินทุกครั้ง เพื่อสกัดการชุมนุมทุกครั้งไป เราหวังว่าการขออนุญาตเพิกถอนครั้งนี้จะสำเร็จ” น.ส.ปนัสยากล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ประชาชนบางส่วนอาจมองมุมต่างว่าการชุมนุมเป็นต้นตอของการแพร่ระบาด? น.ส.ปนัสยากล่าวยืนยันว่า ตั้งแต่มีการชุมนุมไม่เคยมีครั้งไหนที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดขึ้น

“เราได้ขอให้ไต่ส่วน เพื่อให้มีคำสั่งคุ้มครองการชุมนุมวันที่ 31 ต.ค.นี้ เราหวังว่าจะคุ้มครองการชุมนุมทั้งหมด ตั้งแต่มีการชุมนุมมา ฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยถูกขัดขวางด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉินตลอดมา แต่อีกฝ่ายชุมนุม ไม่เคยมีตำรวจมาดู มาห้าม เห็นความเหลื่อมล้ำตั้งแต่แรก ไม่ควรมีการสกัดกั้นการชุมนุมอีกแล้ว เพราะแม้แต่รัฐธรรมนูญ 60 ยังมีบัญญัติไว้” น.ส.ปนัสยาระบุ

น.ส.ปนัสยากล่าวถึงการชุมนุมวันที่ 31 ตุลาคมนี้ด้วยว่า ประเด็นหลักจะอยู่ที่การยกเลิก ม.112 และการล่ารายชื่อยกเลิกกฎหมายปิดปากประชาชน เพราะ ม.112 ในตอนนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อปิดปากคนที่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสุจริต

“ไม่ว่าเป็นใคร ไม่ว่าคุณจะโพสต์อะไร แม้ว่าไม่เกี่ยวข้อง ก็จะมีคนมองว่าเกี่ยวข้องได้ จะเห็นได้ว่ากฎหมายมาตรานี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้อำนาจของประชาชน ในการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่สามารถทำได้ การยกเลิกจึงน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดในการคืนเสรีภาพแก่ประชาชน เรายืนยันในการปฏิรูปและวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพื่อทำให้ดีขึ้น เพื่อให้เราสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข

“สำหรับกิจกรรม มีค่อนข้างหลากหลาย โดยหลักจะเป็นการปราศรัย และจะมีกลุ่มกิจกรรมต่างๆ เข้าร่วมด้วยหลายกลุ่ม” น.ส.ปนัสยากล่าว ก่อนชู 3 นิ้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับการยื่นฟ้องในวันนี้ มี น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, น.ส.เบนจา อะปัญ, น.ส.กุลจิรา ทองคง และ นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ เป็นโจทก์ที่ 1-4 ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 และ พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นจำเลยที่ 2

ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษชน เปิดเผยว่า วันนี้โจทก์ทั้ง 4 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดฉบับที่ 15 และประกาศฉบับที่ 12 และห้ามนำมาตรการหรือคำสั่งใดๆ ตามข้อกำหนดและประกาศดังกล่าวมาใช้กับโจทก์ทั้ง 4 และประชาชน เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมที่จะมีขึ้น

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 พล.อ.ประยุทธ์ ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และได้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเรื่อยมา ซึ่งมีผลจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564

ในระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกข้อกำหนดหลายฉบับ และเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2563 ได้ออกข้อกำหนดฉบับที่ 15 โดยข้อ 3 ของฉบับดังกล่าว ระบุว่า “การห้ามชุมนุม ห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งนี้ ภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงประกาศกำหนด”

ต่อมา พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ได้อาศัยอำนาจตามข้อกำหนดฉบับที่ 15 ออกประกาศเรื่องห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่ง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 รวมถึงประชาชนที่ออกมาชุมนุมได้ถูกตั้งข้อหาจากข้อกำหนดและประกาศเหล่านี้ตลอดระยะเวลาที่ข้อกำหนดและประกาศถูกประกาศบังคับใช้ ทั้งจำเลยที่ 2 ยังอาศัยอำนาจข้อกำหนดดังกล่าวในการออกประกาศหลายฉบับในทำนองเดียวกันเรื่อยมา

ข้อกำหนด / ประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ละเมิดเสรีภาพการชุมนุม โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ถูกดำเนินคดีจากข้อกำหนดและประกาศเนื่องจากใช้เสรีภาพในการชุมนุม ดังนี้

– รุ้ง ปนัสยา จากการชุมนุม “นับ 1 ถึงล้าน คืนอำนาจให้ประชาชน” เมื่อวันที่ 13 ก.พ.64, การชุมนุม “อภิปรายไม่ไว้วางใจนอกรัฐสภา” เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 64, การชุมนุม “ราษฎรยืนยันดันเพดาน” เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 64, การชุมนุม “เปิดท้ายวันศุกร์ รุกไล่เผด็จการ” เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 64

– เบนจา อะปัญ จากการชุมนุม “อภิปรายไม่ไว้วางใจนอกรัฐสภา” เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 64, การชุมนุม “ราษฎรยืนยันดันเพดาน” เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 64, การชุมนุม “เปิดท้ายวันศุกร์ รุกไล่เผด็จการ” เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 64

– เอ้ กุลจิรา จากการชุมนุม ”หมู่บ้านทะลุฟ้า” เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 64

ทั้งนี้ การดำเนินคดีกับโจทก์ที่ 1 ถึง 3 และการที่โจทก์ทั้งสี่ไม่อาจเข้าร่วมการชุมนุมใด ๆ ได้ นั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อกำหนดฉบับที่ 15 และประกาศฉบับที่ 12 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุ

ข้อกำหนดออก ฉบับที่ 15 ข้อ 3 ที่ออกโดย พล.อ.ประยุทธ์ และประกาศฉบับที่ 12 ที่ออกโดย พล.อ.เฉลิมพล ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุผล ดังนี้

• ข้อกำหนดคุมม็อบไม่ได้คุมโรค
การใช้ถ้อยคำว่า “ห้ามมิให้มีการชุมนุม” แยกออกจาก “การทำกิจกรรม” แสดงให้เห็นว่า ข้อห้าม “การชุมนุม” นั้น ไม่ใช่เจตนาเพื่อจะห้ามการรวมกลุ่มโดยไม่จำเป็นที่อาจเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคเท่านั้น แต่มีเจตนาเขียนข้อกำหนดและประกาศไว้อย่างชัดเจนห้ามทั้งการมั่วสุม และยัง “ห้ามมิให้มีการชุมนุม” ไว้แยกต่างหาก เป็นการอาศัยข้ออ้างที่มีโรคระบาดเพื่อจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนเป็นการทั่วไป เพื่อประโยชน์ในการรักษาอำนาจทางการเมืองของตัวเอง ซึ่งขัดกับเหตุผลในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

• ข้อกำหนดสร้างความสับสนขัดกับหลักกฎหมายที่กำหนดโทษทางอาญาต้องมีความชัดเจนเพียงพอ
การออกข้อกำหนดและประกาศหลายฉบับต่อเนื่องกันมีความซ้ำซ้อนในทางเนื้อหา และออกมาในระยะเวลาใกล้เคียงกัน สร้างความสับสนให้กับประชาชนผู้ถูกบังคับใช้ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่า ในช่วงเวลาหนึ่งๆ มีข้อกำหนดและประกาศฉบับใดที่บังคับใช้อยู่บ้าง และเมื่อมีเนื้อหาใกล้เคียงหรือทับซ้อนกันจะต้องบังคับใช้อย่างไร ทั้งการฝ่าฝืนข้อกำหนดและประกาศแต่ละฉบับยังมีโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนตามมาตรา 18 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

• การห้ามชุมนุมเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพเกินจำเป็น
การจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ มีเพียง พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ซึ่งเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ในการดูแลรักษาความสงบและความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อคุ้มครองการใช้เสรีภาพในการชุมนุมได้อย่างเต็มที่เท่านั้น มิได้มีบทบัญญัติอื่นใดที่มีผลบังคับเพื่อจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธโดยเด็ดขาดได้ ทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ในปัจจุบันก็อยู่ในวิสัยที่สามารถใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ซึ่งตามมาตรา 34 (6) ให้อำนาจเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อออกคำสั่งห้ามผู้ใดกระทำการหรือดำเนินการใดๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตราย หรือโรคระบาดแพร่ออกไป ทั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการการควบคุมโรคระบาดโดยตรง จึงไม่มีความจำเป็นเพียงพอที่จะต้องออกข้อกำหนดและประกาศตามฟ้องคดีนี้ออกมาอีกเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินความจำเป็น

• ปิดกั้นทางสาธารณะโดยไม่มีอำนาจ ละเมิดเสรีภาพในการเดินทาง
ในการชุมนุมแต่ละครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดกั้นเส้นทางสาธารณะหลายเส้นทางโดยใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้กำหนดไว้ตามคู่มือการปฏิบัติงานตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เช่น ตู้คอนเทนเนอร์ รถยนต์ รถเมล์ ขสมก. ตู้บรรทุกรถไฟ หรือตู้บรรทุกน้ำมัน และมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้สำหรับการดูแลการชุมนุมสาธารณะ แต่กลับอาศัยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และข้อกำหนดฉบับที่ 15 ข้อ 3 เพื่อปิดกั้นเส้นทางมิให้โจทก์ทั้งสี่และประชาชนสัญจรไปมาได้อย่างเป็นปกติโดยที่ยังไม่ได้มีการชุมนุมเกิดขึ้นและไม่มีเหตุตามกฎหมายที่ให้อำนาจ จึงเป็นการจัดเตรียมกำลังที่เกินสมควรกว่าเหตุ เกินความจำเป็นแก่กรณี และไม่ได้สัดส่วนกับพฤติการณ์

การออกข้อกำหนดฉบับที่ 15 ข้อ 3 และประกาศฉบับที่ 12 และความมีอยู่ต่อไปของข้อกำหนดและประกาศดังกล่าว เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสี่และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้ง 4 โดยเฉพาะเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออกส่งผลให้โจทก์ทั้งสี่ไม่อาจเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมใดๆ ทั้งที่การกระทำของโจทก์ทั้งสี่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

ด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์ทั้ง 4 จึงขอให้ศาลเพิกถอน หรือสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอน ข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ฉบับที่ 15 ข้อ 3 และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบฯ ฉบับที่ 12 โดยให้ถือว่าข้อกำหนดและประกาศดังกล่าวไม่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา, ให้จำเลยทั้ง 2 มีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงานภายใต้บังคับบัญชาปฏิบัติการในลักษณะกีดขวางการชุมนุมในทุกรูปแบบ และให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและเสรีภาพของประชาชน