ท่าทีจาก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำหนดวาระมาตรา 112 116
การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 ดำเนินไปอย่างเป็นระบบเป็นจังหวะก้าวทางการเมือง
เริ่มจากแถลงอันมาจากประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง ตามด้วยคณะทำงานสื่อสารของพรรค
มิได้เป็นเรื่องบังเอิญ มิได้เป็นเรื่องของสถานการณ์เฉพาะหน้า หากมีจุดเริ่มตั้งแต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาแล้ว และมีความเด่นชัดขึ้นจากที่ประชุมใหญ่
หากใครติดตามเนื้อหาการพูดไม่ว่าจะเป็นว่าที่หัวหน้าพรรค ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการพรรค ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมก็จะจับแนวทางได้
ยิ่งรายละเอียดการพูดของ นายชัยเกษม นิติสิริ ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์
ยิ่งแจ่มชัดและสอดรับกับ ‘แถลง’ ในคืนวันที่ 31 ตุลาคม
เมื่อท่าทีของพรรคเพื่อไทยประสานเข้ากับท่าทีของพรรคก้าวไกล มาตรา 112 มาตรา 116 ก็กลายเป็น ‘ประเด็น’
อย่าได้แปลกใจหากภายหลังจากพรรคเพื่อไทยขานรับต่อกรณีของมาตรา 112 และมาตรา 116 อย่างแจ่มชัด อันเป็นท่าทีเดียวกันกับของพรรคก้าวไกล
ผลสะเทือนอย่างฉับพลันทันใดก็คือ การเข้าไปกำหนดทิศทางของข่าวและการเคลื่อนไหวในทางการเมือง
นั่นก็เห็นได้จากท่าทีอันออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ท่าทีอันออกมาจากพรรคพลังประชารัฐ ท่าทีอันออกมาจากพรรคกล้า ซึ่งดำเนินไปในทางตรงกันข้ามกับพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล
นับแต่นี้เป็นต้นไปท่าทีของพรรคและกลุ่มการเมืองต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 จะกำหนดแนวทาง
กระทั่งกลายเป็น ‘ประเด็น’ อันแหลมคมเมื่อเข้าสู่ ‘การเลือกตั้ง’
เส้นทางของการเลือกตั้งจะมีมาตรา 112 กับมาตรา 116 เป็นจุดตัด และเส้นแบ่งอย่างสำคัญและแหลมคมระหว่าง 2 พรรค 2 กลุ่มในทางความคิดโดยอัตโนมัติ
คำถามจากประชาชนจึงอยู่ที่มาตรา 112 มาตรา 116
ยิ่งรัฐบาลมีท่าทีที่ผิดเพี้ยนมากเพียงใดในการนำเอามาตรา 112 และมาตรา 116 มาใช้เป็นเครื่องมือ
ยิ่งบีบรัดให้ ‘ประชาชน’ จำเป็นต้อง ‘เลือก’ มากตามมา

