คนส. ‘อ่าน จ.ม.-ร่ายกวี’ หน้าเรือนจำ ส่งใจถึงนักสู้ ชวนปลดโซ่พันธะ- เปิดขอบฟ้าอารยะ ลุ้นถอนประกันรุ้ง พน.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) นำโดย รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์, ผศ.ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์, ผศ.ดร.ภาสกร อินทุมาร คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์, ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข รักษาการแทนรองคณบดี คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ตัวแทนนักศึกษา และประชาชน จัดกิจกรรม “จดหมายถึงนักโทษทางความคิด : เขียนเพื่อความยุติธรรม” โดยมีการยืนอ่านจดหมาย และส่งจดหมายถึงนักโทษทางความคิด ที่ถูกคุมขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า วันนี้เป็นการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ที่เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองได้เดินจาก ม.ธรรมศาสตร์ ไปยังศาลฎีกาเพื่อทำกิจกรรม “ยืน หยุด ขัง” เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้กับผู้ต้องขังทางการเมือง หรือผู้ต้องหาทางความคิด วันนี้เรามารณรงค์ให้พี่น้องประชาชน อาจารย์ และเพื่อนนักศึกษา เขียนจดหมายถึงเยาวชนและประชาชนที่ออกมาต่อสู้ทางการเมืองและถูกคุมขังอย่างไม่เป็นธรรมอยู่ในขณะนี้ มีการส่งจดหมายมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นการนำร่อง หลังจากนี้เราอยากจะเชิญชวนให้ประชาชนที่สนใจส่งจดหมายมาได้เรื่อยๆ เพราะจะมีการรวบรวมนำเข้าไปให้ผู้ต้องขังทุกคนในเรือนจำ

“วัตถุประสงค์สำคัญเรามาเพื่อย้ำเตือนให้สังคมว่า อย่าลืมว่ายังมีนักโทษทางการเมืองและนักโทษทางความคิด ถูกจองจำอยู่เป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมในสังคมและความถดถอยของประชาธิปไตย” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว
จากนั้น รศ.ดร.ประจักษ์อ่านจดหมายของ ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ชื่อดัง อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ความว่า

“ถึงผู้ต้องขังภายใต้ความอยุติธรรมทุกท่าน กระบวนการยุติธรรมที่เหลือแต่รูปแบบ อาญาสิทธิ์ที่เหลือแต่รูปแบบ ความเคารพสักการะที่เหลือแต่รูปแบบ ความเท่าเทียมในการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เหลือแต่รูปแบบ อุดมคติทางสังคมที่เหลือแต่รูปแบบ ระบบที่ขาดเนื้อหาอันเป็นที่ยอมรับเช่นนี้ จะดำรงอยู่ต่อไปได้นานเท่าไหร่ ยากจะทำนาย
แต่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือระบบเช่นนี้ต้องจบลงในวันใดวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน ท่านทุกคนเป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญเสียด้วยในการทำให้ความกลวงของระบบเป็นที่ประจักษ์ชัด จนเกิดอาการตาสว่างอย่างกว้างขวางในสังคม ดังที่ท่านทราบอยู่แล้วว่า พวกเราที่อยู่ข้างนอกพยายามเคลื่อนไหวเท่าที่จะทำได้ในลักษณะต่างๆ เพื่อเผยแพร่ความกลวงของระบบให้ผู้คนตื่นตัวอย่างทั่วถึง อันจะเป็นผลให้ระบบยุบแฟบลงด้วยความกลวงของตัวมันเอง

ขอเคารพและขอบคุณอย่างยิ่งในความกล้าหาญและเสียสละของทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ แล้วเราจะได้พบกันข้างนอกในเวลาอีกไม่นาน”
ต่อมา รศ.ดร.ประจักษ์อ่านจดหมายของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ความว่า
“จดหมายถึงเพนกวิน และมิตรสหายที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อนิติธรรม และเพื่อนิติรัฐ
ผมเขียนจดหมายนี้มาด้วยความรู้สึกระคนกัน ด้านหนึ่งก็ด้วยความภาคภูมิใจ แต่อีกด้านหนึ่งก็ด้วยความเศร้าใจ และความละอายแก่ใจ
ที่ภาคภูมิใจก็คือ ผมไม่ได้คิดว่าจะได้เห็นคนรุ่นใหม่ๆ อย่างรุ่นของคุณ จะกล้าหาญชาญชัย ที่จะก้าวออกมาเรียกร้องและแสดงเจตจํานงอย่างแรงกล้า ที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงในการที่จะดํารงไว้
และการใช้กฎหมาย ม.112 อย่างชนิดที่ผิดต่อหลักการของนิติธรรมและของนิติรัฐ ผมไม่คิดว่าจะได้เห็นในช่วงระยะเวลาของชีวิตอันเหลืออยู่น้อยลงๆ ทุกวัน แต่ก็ได้เห็นแล้วว่าคนรุ่นของคุณ ได้สืบทอดมรดกของความกล้าหาญและจิตใจอันแน่วแน่ ที่จะเจริญรอยตามต่อจากบรรพชนทั้งรุ่น ร.ศ.130 และรุ่น พ.ศ.2475 กับรุ่นของตุลา 2516-2519 รุ่นของพฤษภา 2535-2553

แต่ที่เศร้าใจและละอายใจก็คือ การที่ทั้งตัวบุคคลและกับทั้งเครือข่ายของรัฐ ข้าราชการ ทหาร ตํารวจ ที่กุมอํานาจรัฐไทยอยู่ในขณะนี้ กระทําการทั้งปราบปรามทําร้ายและทําลายชีวิตพวกคุณอย่างไร้มนุษยธรรม มีทั้งจับกุมคุมขังพวกคุณ กระทําการดําเนินคดีความ โดยไม่ยึดถือตามหลักการของนิติธรรม และหรือนิติรัฐแต่อย่างใด
ผมเศร้าใจและละอายใจ ที่บุคคลและหรือตัวแทนของสถาบันเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็เรียนจบไปจากมหาวิทยาลัยที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่เล่าเรียนกันของบรรดาพวกเรากันเอง ผมทั้งละอายใจและขายหน้า ที่บุคคลที่ได้รับการศึกษาสูงเช่นนี้สามารถจะกระทําการที่ต่ำช้า และขัดต่อจิตวิญญาณประชาธิปไตย ขัดกับหลักการทางวิชาการนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ได้ถึงเพียงนี้” รศ.ดร.ประจักษ์อ่านจดหมาย
จากนั้น ผศ.ดร.อดิศรอ่านจดหมายจาก ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ซึ่งระบุว่า “เยาวมิตรที่รัก ในฐานะนักศึกษาประวัติศาสตร์ ผมต้องบอกแก่เยาวมิตรทุกท่านว่า ความกล้าหาญและเจตนาบริสุทธิ์ที่ปรารถนาเสรีภาพและความเสมอภาคให้แก่สังคมไทย เป็นสิ่งที่ประวัติศาสตร์จะจารึกไว้ตลอดกาล การเสียสละและอุทิศตนเพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงความอยุติธรรมของโครงสร้างที่กดทับผู้คนมาเป็นเวลาช้านาน คืออุดมคติที่สำคัญยิ่งของหมู่มวลมนุษยชาติ
แม้ในวันนี้ความมืดมนอนธการครอบคลุมไปทั่วทุกแห่งหน ความเจ็บปวดและความเคลือบแคลงสงสัยต่ออนาคตจะกัดเซาะทุกอณูของหัวใจของเหล่าผู้โหยหาเสรีภาพ แต่สิ่งที่เยาวมิตรได้อุทิศตนเองเพื่อสามัญชนทุกหมู่เหล่า จะให้ความสว่างไสวแห่งเสรีภาพและความเสมอภาคจะปรากฏขึ้นในไม่นาน”
ในเวลาต่อมา ผศ.ดร.ภาสกรทำการอ่านจดหมายของ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรรมศาสตร์ ซึ่งเขียนมาในรูปแบบของบทกวี ความว่า
“ซี่กรงแข็งแกร่งสุดผุหลุดร่วง
ความไม่รู้ทั้งปวงทะลวงฝ่า
ใจร้อนลวกแลเห็นสุดเย็นชา
ความคิดโลดทะลุฟ้าท้าอธรรม
เหลือแต่เพียงซี่กรงแห่งความกลัว
ขังได้ก็แต่ตัวคนต้อยต่ำ
สนิมเกรอะกร่อนเซาะเพราะบาปกรรม
มือขยำเขย่าแยกแหกลูกกรง”
ด้าน ผศ.ดร.ยุกติอ่านจดหมายของ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ มีเนื้อหาว่า

“ถึงเพื่อนทุกคน แม้กระทั่งนาทีที่เขียนจดหมายฉบับนี้ ก็ยังไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ในวันข้างหน้าจะดีขึ้นหรือเลวร้ายลงมากกว่าเดิม ข่าวคราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวันในโลกข้างนอก อาจจะชวนให้เห็นแต่ความหดหู่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่กระทำกันมาจะเป็นสิ่งที่ล้มเหลวหรือน่าผิดหวัง ตรงกันข้ามหากย้อนหลังกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน คงมีน้อยคนที่จะเชื่อว่าเราจะได้เห็นสิ่งที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ การท้าทายต่ออำนาจอนุรักษนิยมและชนชั้นนำเกิดขึ้นอย่างเปิดเผยแผ่กว้างและนับวันจะกระจายออกไปมากขึ้น ผมยังคงเชื่อว่าอีกไม่นานในวันหนึ่งข้างหน้าเราทุกคนจะได้มีโอกาสมองย้อนกลับมาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นร่วมกันพร้อมกับความภาคภูมิใจ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพลิกสังคมไทยให้เปลี่ยนไปอย่างไพศาล ในแบบที่จะไม่หวนกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก ขอแสดงความนับถือที่เป็นการนับถือแบบจริงๆ”
ต่อมา ผศ.ดร.ชลิตาอ่านจดหมายของ ผศ.ดร.เสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเล็กซานเดอร์ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งระบุว่า
“สวัสดีค่ะทุกคน ไม่รู้จะพูดอะไร จะบอกอะไร จะให้กำลังใจก็คงได้ยินจนเบื่อจนมันไม่มีความหมายอะไรแล้ว แค่อยากบอกว่าเรายังมีชีวิตอยู่ เรายังมีลมหายใจ ยังไม่สิ้นหวัง ให้ทุกคนรู้ว่าไม่ได้สู้ตามลำพังทั้งคนข้างในและข้างนอก”
ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา ซึ่งเป็นอาจารย์ของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ได้อ่านจดหมายที่ตนเองเขียนถึงไผ่ และ น.ส.เบญจา อะปัญ รวมถึงจดหมายของอาจารย์รายอื่น

ผศ.ดร.พัทธ์ธีรากล่าวว่า “หากมีใครสักคนที่รักแผ่นดินถิ่นอีสานอย่างสุดหัวใจ ไผ่เป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน ไผ่ ดาวดิน ชื่อที่เราได้ยินมานาน ก่อนที่จะได้เจอกันในห้องเรียนที่มหิดล ศาลายา เมื่อแรกพบเราไม่สงสัยเลยทำไมคุณถึงเป็นขวัญใจชาวบ้าน เพราะจิตวิญญาณที่ชัดเจนเรื่องความเป็นธรรมและการเห็นคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้คนเสมอกันนั่นเอง ไผ่ คุณต่างหากที่เป็นครูสอนเรา ขอให้เราได้พบกันในเร็ววันที่ห้องเรียนนะไผ่”
“คุณเบญจา อะปัญ เราอาจไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ความเป็นธรรมที่เราต่างถวิลหาชักนำให้เรารู้จักคุณ และประทับใจในความฉลาดเฉลียว มุ่งมั่น กล้าหาญ และช่างมีคุณธรรมสูงส่ง ขอให้คุณรักษาความมุ่งมั่นตั้งใจดีไว้ รักษาความหวังความฝันไว้ วันหนึ่งจะเป็นของคุณอย่างภาคภูมิ”
จากนั้น ผศ.ดร.พัทธ์ธีราได้ทำการอ่านจดหมายของ รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ถึงนักต่อสู้ที่เคารพทุกท่าน เพนกวิน เบญจา ไผ่ อานนท์ ทวี ไมค์ ชิติพัทธ์ จักรี นวพล นางฮวด (นามสมมุติ) วชิรวิชญ์ ปวริศ ไพฑูรย์ สุขสันต์ นฤเบศร์ พิชัย จิตรกร คเชนทร์ ขจรศักดิ์ ทรงพล พรพจน์ ป๋าเจมส์ (นามสมมุติ) พิพัฒน์ อนันต์ ณรงค์ศักดิ์ ยุรนันท์ และแซม สาแมท ที่ถูกจับล่าสุด อ่านเพื่อให้ทุกคนจำไว้ว่า เยาวชนเหล่านี้เขายังมีชีวิตอยู่ และเขากำลังถูกคุมขังด้วยความอยุติธรรม ณ วันนี้น้องๆ คงได้เห็นแล้วว่า กลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศนี้ไม่เคยเห็นหัวประชาชน แม้ว่าประเทศไทยจะได้เปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินไปสู่ระบอบรัฐสภา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 แต่พวกเขาก็ยังไม่ต้องการแบ่งปันอำนาจในการปกครองให้กับประชาชน สิทธิและเสรีภาพมีไว้ให้กับคนที่ยินยอมสวามิภักดิ์ให้กับอุดมการณ์ของพวกเขาเท่านั้น

แต่สำหรับคนคิดต่างคนที่กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างเช่นพวกคุณก็ต้องเผชิญชะตากรรมแบบที่คุณได้รับในขณะนี้ วันที่แยกราชประสงค์ (เขียนเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม) เยาวชนหลายกลุ่มร่วมกันจัดการรณรงค์ราษฎรประสงค์ยกเลิกมาตรา 112 แม้ว่าประชาชนจะรู้อยู่เต็มอกว่าพวกเขาก็คงไม่ฟังอีกเช่นเคย แต่ประชาชนก็จะไม่หยุดแสดงออกซึ่งสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นประชาชนในประเทศนี้ เราหวังว่าเสียงที่ดังมากขึ้นทุกวันนี้ จะทำให้พวกเขาสั่นสะเทือนจนไม่อาจดื้อด้านนิ่งดูดายได้อีกต่อไป เรารู้ว่าพวกคุณอยากออกมาร่วมรณรงค์ราษฎรประสงค์ยกเลิกมาตรา 112 กับเพื่อนๆ พวกเราก็อยากให้พวกคุณออกมาร่วมงานเหลือเกิน แต่ไม่เป็นไรนะ เพื่อนๆ ข้างนอกจะทำไปก่อน เราจะช่วยกันผลักดันให้สังคมไทยหลุดพ้นจากกรงขังมาตรา 112 พร้อมๆ ไปกับเสียงเรียกร้องให้ปล่อยเพื่อนเราจากคุกอันโสมม คนข้างนอกเป็นห่วงและคิดคำนึงถึงพวกคุณเสมอ เรารู้ว่ามันยากมากๆ แต่ก็หวังว่าพวกคุณจะดูแลสุขภาพทั้งกายและใจให้เข้มแข็งมากที่สุด ถนนสายปรารถนานี้ยังอีกยาวไกลและยากเหลือเกิน ด้วยรักและศรัทธา”
ขณะที่ ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ยังมีจดหมายอีกหลายฉบับ จะมีการอัพโหลดผ่านทางเพจ “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง – คนส.”
ผศ.ดร.บุญเลิศกล่าวต่อว่า ขออ่านบทกวีให้เห็นว่าคนที่ห่วงผู้ที่อยู่ในเรือนจำ ไม่ได้มีเพียงนักวิชาการ บทกวีนี้เป็นของคุณศิริวร แก้วกาญจน์ นักเขียนรางวัลศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ ปี 2550
“พวกเขากล้าหาญที่จะถูกจองจำ เพื่อให้ข้อเท้าเรา เริงรำโดยอิสระ
พวกเขากล้าหาญที่จะถูกจองจำ เพื่อให้ข้อเท้าเรา เริงรำโดยอิสระ
จึงนอกทัณฑสถาน คือพันธะ คือภาระของพวกเรา
จงมารวม ร่วมกันส่งเสียง มิใช่เพียงโถมถามความโง่เขลา
ออกมาจากความบอดใบ้ ขับไล่เงา ทั้งเติบใหญ่ ทั้งวัยเยาว์ ร่วมเคล้าคละ
พวกเขากล้าหาญที่จะถูกจองจำ เพื่อให้ข้อเท้าอื่น เริงรำโดยอิสระ
จึงนอกทัณฑสถาน คือพันธะ คือภาระของพวกเรา
จงมารวม ร่วมกันส่งเสียง มิใช่เพียง ปลดโซ่ตรวนให้พวกเขา

ดูสิ ตัวล่องหน บนข้อเท้าเรา จงเขย่าทายท้า อนารยะ
ดูสิ โซ่ล่องหน บนข้อเท้าเรา จงเขย่าเปิดขอบฟ้า อนาคต
ดูสิ โซ่ตรวนล่องหน บนข้อเท้าเรา จงเขย่าเปิดขอบฟ้า อารยะ
พวกเขากล้าหาญที่จะถูกจองจำ เพื่อให้ข้อเท้าเรา เริงรำโดยอิสระ”
จากนั้นตัวแทนนักศึกษาธรรมศาสตร์อ่านจดหมายจาก “พรรคป๋วยก้าวหน้า” ความว่า
เขียนจดหมายเพื่อเป็นกำลังใจ เราอยากให้ผู้ถูกรังแกรู้ว่า พวกเราและคนอื่นๆ ไม่เคยลืมคุณเลยสักวัน และพวกเราก็ยังไม่หยุดสู้ เราหวังเพียงว่าสักวันพวกคุณจะได้รับความเป็นธรรม ไม่ถูกรังแกเพียงแค่ต้องการจะมีอนาคตที่ดี
เรารอวันที่พวกคุณได้รับความเป็นธรรม และมาสู้ร่วมกับพวกเราอีกครั้งเสมอ
ต่อมา นักศึกษาชายอ่านจดหมายอีกฉบับจากสมาชิกแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ถึงเพนกวิน, เบนจา, ไผ่, ไมค์, อานนท์ และเพื่อนนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทุกคน ความว่า
คงไม่มีคำใดที่จะกล่าวได้ นอกจากคำว่า ‘คิดถึง’ คงมิอาจพรรณนาใดๆ ได้ถึงความเป็นห่วงที่มีต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพร่างกาย จิตใจ เรารู้สึกเจ็บปวดทุกวัน ทุกนาที ที่ทุกคนยังอยู่ในเรือนจำ เราเศร้ามากๆ ที่ทุกๆ ครั้งที่เราทำกิจกรรมทุกคนไม่สามารถมาร่วมจัดกับเราได้ ไม่สามารถออกมาต่อสู้ร่วมกับเราได้ และทุกคนก็ไม่อาจจะเห็นกับตาถึงไฟของประชาชนที่กำลังโหมกระหน่ำออกมาเต็มท้องถนนราชประสงค์ได้ เราทุกคนอยากให้เพื่อนๆ ทุกคนที่อยู่ในเรือนจำออกมาเห็นทุกอย่างกับตามากๆ อุดมการณ์และความฝันที่ได้ฝากทุกคนไว้ ก็ไม่ต้องกลัวว่ามันจะหายไปจากประเทศนี้ แม้ว่าตัวของเพื่อนๆ จะอยู่ข้างใน แต่การเดินทางไกลครั้งนี้ยังมีพวกเราเดินไปด้วยอยู่ตลอดเสมอ เพราะนั่นคือความฝันที่เรามีร่วมกันในการที่จะเปลี่ยนประเทศนี้
ด้วยรักและคิดถึง สุดท้ายนี้ก็ขอฝากบทเพลงหนึ่งจาก “จิตร ภูมิศักดิ์”
ผู้สื่อข่าวรายงาน สำหรับบทเพลงดังกล่าว จิตรแต่งขึ้นเพื่อประกอบละครที่เล่นกันในคุกลาดยาว มีเนื้อหาความว่า
“ความหวังยังไม่สิ้น
ชะตาชีวิตเราช่างมืดมัวมน
ยากเข็ญทุกข์ทนสุดที่จะพรรณนา
ถูกรีดขูดบีฑา
ทุกสิ่งสิ้นสูญหมดตัวยากไร้
สิ่งที่คงเหลือมีเพียงแต่แรงงาน
เที่ยวขายซมซานค่าต่ำกว่าใดใด
ปวดร้าวรานดวงใจ
เจ้าอยู่แห่งไหนเล่าความเที่ยงธรรม
อย่าเหยียดหยันเราสังคมแสนทราม
แม้เราพบความร้าวรานระกำ
มิยอมสูญความหวังสิ้นพลัง แม้ลมหายใจสองแขนนี้ยัง
จักกอบกู้ฟื้นพลิกความเป็นธรรม ให้ฟ้าแหละดินชื่นชม”

นักศึกษาชายกล่าวต่อว่า หวังว่าเราจะได้ออกมาร่วมทุกข์ ร่วมสุข สู้ต่อเพื่อประเทศที่ดีในอนาคต
ด้านนักศึกษาชายอีกรายอ่านจดหมายจาก “กลุ่มแสงโดม” ความว่า ขอเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อเป็นกำลังใจแก่นักโทษทางความคิดทุกคน ณ ตอนนี้พวกเราก็สู้อยู่ พวกเรายังไม่คิดหยุด พวกเราจำได้ว่า พวกคุณถูกจองจำจากความอยุติธรรมมานานเท่าไหร่แล้ว พวกเราไม่เคยลืมทุกคน ขอให้รู้ไว้ว่าคนข้างนอกยังคงรอวันที่พวกคุณได้รับความเป็นธรรม รอวันที่จะได้สู้ด้วยกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังสิ้นสุดกิจกรรมอ่านจดหมาย ผศ.ดร.บุญเลิศระบุด้วยว่า วันพรุ่งนี้ (3 ต.ค.) ที่ศาลอาญารัชดา จะมีการไต่สวนคำร้องขอถอดถอนประกัน หนึ่งในนั้นมี น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง ในคดีชุมนุม 19-20 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งเป็นคดีที่นายอานนท์ และนายพริษฐ์ ถูกถอนประกัน
“ขอให้ช่วยจับตาพรุ่งนี้อีกวัน ไม่เพียงแต่มีคนในเรือนจำมากพอสมควรแล้ว พรุ่งนี้ยังจะมีการไต่สวนว่าจะถอนประกันรุ้งหรือไม่ จะมีนักศึกษาไปทำกิจกรรมให้กำลังใจรุ้งในตอนเช้า” ผศ.ดร.บุญเลิศกล่าว
ด้าน ผศ.ดร.ประจักษ์กล่าวถึงการใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วยว่า จากกระแสสังคมตอนนี้ สะท้อนว่าสังคมไทยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงกฎหมายมาตรา 112 อีกต่อไป เพราะว่าการใช้กฎหมาย 112 ในยุคปัจจุบัน ชี้ให้เห็นช่องโหว่ของกฎหมายอย่างมากมาย
“จริงๆ แล้วในปัจจุบันเป็นยุคที่มีประชาชนโดนดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 มากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย มียุคไหนที่มีการใช้กฎหมายมาตรานี้ ขนาดนี้ ใช้โดยไม่อยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ฉะนั้น ผมคิดว่ามาตรา 112 ซึ่งจริงๆ แล้วโทษที่หนักขนาดนี้เป็นผลพวงมาจากยุคสมัยเผด็จการหลัง 6 ตุลา 2519 ที่มีการสังหารหมู่ประชาชน และมาเพิ่มโทษความผิดให้โทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี ซึ่งแทบไม่มีประเทศไหนในโลก ฉะนั้น กฎหมายที่เป็นผลพวงจากระบอบเผด็จการในอดีต ก็ถึงเวลาที่ต้องถูกทบทวนในปัจจุบัน ทาง คนส.คิดว่า อย่างน้อยกฎหมายนี้ควรได้รับการแก้ไข จุดเริ่มต้นคือ อยากให้มีพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยในการถกเถียงเรื่องนี้ อาจจะเป็นมหาวิทยาลัย หรือสื่อมวลชน หรือในสภา คิดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่เวทีรัฐสภาจะมีการถกเถียงถึงกฎหมายฉบับนี้ และทบทวนการใช้และปัญหาช่องโหว่ต่างๆ

รศ.ดร.ยุกติกล่าวว่า ที่สำคัญคือ เราในฐานะนักวิชาการเห็นว่าการเคลื่อนไหวของประชาชนไม่ว่าจะเป็นการยกเลิก หรือแก้ไข 112 ก็ควรจะดำเนินไปได้ ที่สำคัญจุดยืนของ คนส.เราอยากให้เปิดพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยน ไม่ว่าสาธารณะ รัฐสภา หรือแม้แต่ห้องเรียน ต้องทำให้เรื่องพวกนี้พูดถึงได้
“ปัญหาตอนนี้คือ ใครพูดถึงเรื่องสถาบัน หรือมาตรา 112 ก็จะถูกจับจ้องถึงขั้นถูกดำเนินคดี เรามีผู้คนมากมายในพื้นที่โซเชียลที่บางทีก็ถูกเจ้าหน้าที่ไปข่มขู่ กลั่นแกล้ง ฟ้องร้อง แสดงให้เห็นถึงความบิดเบี้ยวทั้งของตัวกฎหมาย และกระบวนการ
ถ้าจะมีการแสดงจุดยืนอะไร อย่างกว้างที่สุด คือการเปิดพื้นที่ให้พูดคุยถกเถียงมากขึ้น” รศ.ดร.ยุกติกล่าว

