การแย่งชิงเก้าอี้ ประธานวิป วิรัช รัตนเศรษฐ ‘เอ็ฟเฟ็กต์’
เหมือนกับหลัง ‘พระศุกร์เข้า’ ในกรณีที่มีการงัดข้อต่อการดำรงอยู่ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในตำแหน่งเลขาธิการพรรค จากการกดดันผ่าน 6 รัฐมนตรีที่รับแผนมาจากทำเนียบรัฐบาล
กรณีของ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ที่ต้องยุติการดำเนินบทบาท ส.ส. เนื่องจากคดี ‘ฟุตซอล’ ก็เข้าลักษณะ ‘พระเสาร์แทรก’
เพราะตำแหน่งสำคัญตำแหน่งหนึ่งของ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ไม่เพียงแต่เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น หากแต่ยังเป็น ‘ประธานวิปรัฐบาล’ ซึ่งทรงบทบาทเป็นอย่างสูงอีกด้วย
นั่นหมายความว่า ยังไม่ทันที่ฝุ่นควันอันเนื่องจากกรณีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะหมดสิ้นลงไป ความวุ่นวายอันเนื่องแต่ตำแหน่ง ‘ประธานวิปรัฐบาล’ ก็ย่อมจะตามมา
เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคแกนนำของรัฐบาลและดำรงอยู่ในจุดอันเป็นพรรคที่มีส.ส.จำนวนมากที่สุด
คำถามก็คือ จะจัดสรรใครดำรงตำแหน่ง ‘ประธานวิปรัฐบาล’
นี่ย่อมเป็นปัญหาที่ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะต้องร่วมกันคลี่คลายและให้คำตอบ
ถามว่าความค้างคาใจอันเนื่องแต่การยังคงอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จบลงแล้วในทางเป็นจริงหรือไม่
คำตอบไม่ว่าจะมาจาก นายสุชาติ ชมกลิ่น ไม่ว่าจะมาจาก นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เด่นชัดยิ่งว่ายังไม่จบ
ยิ่งเมื่อสถานการณ์บีบให้ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ต้องหมดบทบาทในฐานะประธานวิปรัฐบาลลงไปโดยอัตโนมัติ ก็ยิ่งทำให้การค้างคาของความขัดแย้งยิ่งต้องปะทุขึ้นอีก
เพราะว่าบทบาทของ นายวิรัช รัตนเศรษฐ เป็นบทบาทที่แนบ ชิดอยู่กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
การบดเขี้ยวระหว่าง ‘กลุ่ม’ ต่างๆ ภายในพรรคยิ่งรุ่นแรงยิ่งขึ้น
เป็นไปไม่ได้ที่ฝ่ายของ 6 รัฐมนตรีจะงอก่องอขิงให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นฝ่ายกำหนดอย่างด้านเดียว การเสนอตัวบุคคลเข้าแย่งชิงย่อมจะต้องตามมาอย่างแน่นอน
นี่มิได้เป็นเพียงงานของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เท่านั้น
ที่สำคัญเป็นอย่างมากเพื่อเป็นหลักประกันแห่งความมั่นใจจึง จำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องเข้าไปมี ‘เอี่ยว’ ด้วย
นี่คือปัญหาอันจะกลายเป็น ‘ประเด็น’ ในพรรคพลังประชารัฐ

