ยื่นกุหลาบผ่านรั้วศาล จับตาถอนประกัน ‘รุ้ง-แอมมี่’ ด้าน ฟ้า-ลูกนัท ลั่นยุคทักษิณก็โดน 112 ยัน ต้องยกเลิกเท่านั้น
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ สืบเนื่องศาลอาญา นัดไต่สวนคำร้องขอถอนประกันตัว น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง, นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ แอมมี่ เดอะบอททอมบลูส์, นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ระยอง และ นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ในคดีชุมนุมปักหมุดสนามหลวง เมื่อวันที่ 19-20 กันยายน 2563
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศเวลา 09.30 น. ที่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายณัฐชนน ไพโรจน์ และสมาชิกแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กลุ่มคนเดือนตุลาประชาธิปไตย หรือ OctDem อาทิ นายสุธรรม แสงประทุม อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย, ทนายความ พร้อมด้วยประชาชนจำนวนหนึ่ง เดินทางมาจับตาการไต่สวนถอนประกัน โดยส่วนหนึ่งที่เดินทางมาตั้งแต่เช้า นั่งจับกลุ่มภายในรั้วศาล อีกส่วนหนึ่งรวมตัวบนทางเท้า หน้าศาลอาญา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจกระจายกำลังรอบบริเวณ นอกจากนี้ มีการห้ามถ่ายภาพเขาไปภายในรั้วศาล

ต่อมา เพื่อนนักกิจกรรมและประชาชน มอบดอกกุหลาบแดง แก่ น.ส.ปนัสยา หรือ รุ้ง และ นายไชยอมร หรือ แอมมี่ เพื่อส่งกำลังใจก่อนขึ้นศาล โดยยื่นดอกกุหลาบผ่านรั้วเหล็ก น.ส.ปนัสยาระบุว่า วันนี้ตนมีนัดล้างแผล จากการกรีดข้อมือเป็นเลข 112 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา หวังว่าจะได้กลับไปล้างแผล ทั้งนี้ กลุ่มคนเดือนตุลา OctDem และทนายความ จะเป็นนายประกันให้กับผู้ต้องหา มี นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เดินทางมาร่วมด้วย

บรรยากาศ เวลาประมาณ 11.30 น. นายพรหมศร วีระธรรมจารี แกนนำราษฎรมูเตลู, นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือลูกนัท เดินทางมาให้กำลังใจนักกิจกรรม พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชสน
นายพรหมศรกล่าวว่า คำว่าประชาธิปไตย คืออำนาจเป็นของประชาชน เราเคยมีประชาธิปไตยในประเทศเราจริงๆ หรือไม่ หรือแค่บอกว่าเป็นประชาธิปไตย ซึ่งประชาธิปไตยมาจาก 2 คำ ที่สนธิกัน คือ ประชา+อธิปัตย์ แปลว่า ประชาชนผู้เป็นใหญ่ เป็นเจ้าของอำนาจการปกครอง มีอำนาจตัดสินใจ แต่เรามีอำนานาจหรือ เมื่อนายกฯ ครองอำนาจมา 7 ปีซ้อน

“ไม่ว่าใครจะไปทางไหน สำหรับฟ้า ยกเลิก 112 เท่านั้น เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ในยุคคุณทักษิณ ก็มีคนโดนมาตรา 112 เช่นกัน ปัจจุบันมีการใช้เป็นร้อยๆ หมาย การที่ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พูดว่าตัวกฎหมายไม่ได้มีปัญหา แต่มีปัญหาที่ผู้ใช้ เป็นการถูกฝ่ายเดียว ‘ใช่’ ผู้ใช้มีปัญหา และตัวกฎหมายก็เกิดปัญหาเช่นกัน เพราะถ้าตัวกฎหมายไม่มีปัญหา ตัวผู้ใช้ก็จะไม่มีปัญหา ฉะนั้น เมื่อทั้ง 2 อย่างเป็นปัญหา ก็ควรยกเลิก” นายพรหมศรกล่าว และว่า
อย่าลืมว่า มีการใช้ 112 ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ไทยรักษาชาติ พลังประชาชน
ด้าน นายธนัตถ์ หรือ ลูกนัท กล่าวว่า เป็นเรื่องของการวิจารณ์การเมืองที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะปากท้อง ความยากจน หรือโอกาสที่จะตั้งตัว
จากนั้น นายธนัตถ์กล่าวถึง การยกเลิกมาตรา 112 ว่า ข้อความของคุณทักษิณ ชินวัตร ตนได้ทราบแล้ว ถ้าเกิดว่าคุณทักษิณเป็นนายกฯ แน่นอนว่า 112 ไม่เป็นปัญหา หรือนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง แบบที่เป็นระบอบประชาธิปไตย คนเท่ากัน มาตรา 112 ก็คงไม่เป็นปัญหา แต่วันนี้เราไม่มีความเชื่อมั่นเลยว่า รัฐบาลที่ดูแลเรา จะให้ความเป็นธรรมกับเรา รวมถึงการใช้ 112 เอาไว้ใช้เป็นอาวุธ โจมตีคนเห็นต่างทางการเมืองไปแล้ว และโอกาสที่เราจะเห็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจของฝ่ายรัฐบาล ก็น้อยเหลือเกิน ด้วยความถูกต้อง อย่างไรก็ต้องยกเลิกเท่านั้น

“เพราะในยุคคุณทักษิณเอง 112 ไม่ใช่ปัญหา ถึงแม้จะมีคนถูกแจ้งความ แต่ก็น้อยมากเหลือเกิน ผมมั่นใจว่า ถ้าวันหนึ่งคุณทักษิณกลับมาเป็นนายก เราก็จะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เพราะท่านเป็นนายกฯ ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่วันนี้มันไม่ใช่ วันนี้เรายังไม่สามารถทำภารกิจได้ ยังมีนายกฯ ประยุทธ์ และต่อให้ไม่ใช่ประยุทธ์ ก็เชื่อได้ว่าจะเป็นขั้วอำนาจฝ่ายนั้นอยู่ดี ซึ่งไม่มีทางไว้วางใจได้ ว่าจะไม่เอาข้อได้เปรียบทางกฎหมาย มาเล่นงานผู้เห็นต่างทางการเมือง
ฉะนั้น ตราบใดที่ยังเป็นอย่างนี้อยู่ ด้วยความถูกต้อง ความเป็นสากล ‘มาตรา 112 ควรจะต้องถูกยกเลิกไป’ จะมีกฎหมายที่มาคุ้มครองประมุขของรัฐอย่างไร ให้มีความยุติธรรมและเป็นสากลโลก เราจะเสนอใหม่อย่างไรก็ได้ แต่มาตรา 112 ผมว่าไม่ควรมีที่ยืนในโลกปัจจบัน จนถึงอนาคต เพราะจะยิ่งทำให้ประเทศไทยดูแย่” นายธนัตถ์กล่าว
เมื่อถามถึงความคาดหวัง จากการจัดกิจกรรมรณรงค์ยกเลิก ม.112 ว่าจะกดดันพรรคการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน ?
นายธนัตถ์เปิดเผยว่า ตอนแรกเราก็กังวลใจ แต่พอเราจัดกิจกรรมวันที่ 31 ตุลาคมเสร็จทันที พรรคเพื่อไทยก็ออกแถลงการณ์ หลังจากนั้นก็เริ่มมีพรรคการเมืองที่เห็นด้วย และต่อต้าน รวมถึงนักการเมืองชื่อดัง และรวมถึงคุณทักษิณด้วย
“ผมคิดว่าเป็นการให้ความหวังผู้ชุมนุมว่า ‘ใช่’ สิ่งที่เราทำกันอยู่นี้ สร้างอิมแพค สามารถกดดันและสร้างผลกระทบ มันเกิดเป็นแอ๊กชั่นได้จริงๆ เราก็หวังว่า กิจกรรมที่เราจะทำต่อไป ก็จะทำให้เกิดผลกระทบแรงขึ้นเรื่อยๆ และบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุด”
“ส่วนเรื่องความสูญเสียของมวลชน เรากังวลแน่นอน ส่วนตัวผมไม่กังวล เพราะเสีย (ตา) ไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่กับมวลชนกังวลอย่างยิ่ง กรณีของน้องวาฤทธิ์ สมน้อย ก็ทำให้ผมสะเทือนใจมากๆ มักจะเป็นใครก็ได้จริงๆ อาจจะเป็นผม หรือลูกหลานใครก็ได้ ไม่อยากให้เกิดการเสียเลือดเนื้อเกิดขึ้น ไม่อยากให้ใครต้องบาดเจ็บ ขาหัก” นายธนัตถ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กลุ่มคนเดือนตุลาเพื่อประชาธิปไตย (OctDem ) ได้อ่านแถลงการณ์เรื่อง “ประกาศฝันถึงวันพรุ่ง ไม่ใช่อาชญากรรม” ซึ่งเขียนโดย ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ชื่อดัง อดีตแกนนำนักศึกษา 6 ตุลา 2519 ก่อนเข้าไปเป็นนายประกันนักกิจกรรม มีใจความว่า
หรือความเป็นไทยคือการหลงยึดติดอดีต จนพร้อมจะขับไล่ไสส่งคนที่ใฝ่ฝันถึงวันที่ดีกว่าให้ออกไปพ้นสังคมไทย ความไม่ลงรอยกันของความฝันคนละชนิดเป็นธรรมดาของทุกสังคม แต่ผู้ทรงอำนาจของไทยมักกล่าวหาคนที่ปรารถนาวันพรุ่งที่ดีกว่า ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงครั้งแล้วครั้งเล่า ถูกส่งเข้าคุก 17 ปีอย่างเทียนวรรณ หรือเข้าโรงเลี้ยงคนบ้าอย่าง ก.ศ.ร. กุหลาบ ถูกจับเป็นกบฏอย่างคณะ ร.ศ. 130 ถูกตามล้างทำลายชั่วชีวิตชั่วลูกหลานอย่างผู้นำคณะราษฎร หรือถูกดับชีวิตเพื่อกำราบให้หยุดฝันอย่างเพื่อนของเราเมื่อ 6 ตุลา
รัฐไทยไม่เรียนรู้สักทีว่าความใฝ่ฝันถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เป็นปกติวิสัยของคนทุกยุคสมัย ไม่มีทางหยุดยั้งได้เพราะเป็นธรรมดามนุษย์ แทนที่จะถกเถียงต่อสู้กันทางความคิดอย่างอารยชน กลับทำร้ายอย่างป่าเถื่อนและกำราบปราบปรามด้วยกฎหมาย ทั้งๆ ที่ไม่ควรมีใครถูกทำร้าย สละชีวิต หรือสูญเสียเสรีภาพแม้แต่คนเดียว เพียงเพราะต่อสู้เพื่อความฝันของเขาอย่างสันติ
รัฐยังคงกระทำผิดเช่นเดิมๆ กับเยาวชนคนหนุ่มสาว ณ วันนี้ ทั้งๆ ที่การประกาศฝันถึงวันพรุ่ง ไม่ใช่อาชญากรรม
เมื่อคราวพวกเราอายุเพียงประมาณ 20 ปี เราใฝ่ฝันถึงสังคมนิยมจึงถูกฆ่าอย่างป่าเถื่อน เพื่อนเราหลายพันคนถูกผลักไสไปสู่ป่าเขา พวกเรา 18 คนถูกจับเข้าคุกโดยไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ และห้ามประกันตัวอยู่เกือบหนึ่งปี ครั้นคดีความขึ้นศาลทหารเพียงอีกปีเดียวก็พิสูจน์ว่าเราคือผู้บริสุทธิ์ แต่ผู้เข่นฆ่ากลับลอยนวลพ้นผิดไปเช่นเคย
เรารู้ดีว่าการติดคุกเพราะประเทศนี้ห้ามผู้คนคิดฝันนั้น ก่อให้เกิดแผลบาดลึกขนาดไหนต่อผู้คนทั้งสังคม เราจึงขอให้ผู้ทรงอำนาจโปรดตระหนักว่า ท่านมีโอกาสที่จะยุติความโหดร้ายป่าเถื่อนลงเสียที แล้วช่วยกันประคับประคองให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างสันติและเจ็บปวดน้อยกว่านี้
ผู้ทรงอำนาจควรมีสายตากว้างไกล อำนวยให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีผู้ถูกทำร้ายอีกต่อไป ไม่ควรทิ้งหลักการ หลงยึดมั่นในอำนาจ หรือเพราะความหวาดกลัว เราจึงเรียกร้อง โปรดอย่าทำผิดพลาดเช่นที่เคยทำมาอีกเลย เพราะผู้คนกำลังจะสิ้นความเคารพเชื่อถือจนสุดจะกอบกู้ได้อีกต่อไป
คนหนุ่มสาวในขณะนี้ เขาป่าวประกาศความฝันว่าทุกสถาบันต้องปรับตัว เขาวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเพื่ออนาคตของคนทั้งประเทศ แต่ความซื่อตรงไม่มีสอพลอ กลับกลายเป็นการดูหมิ่น เป็นอาชญากรรมในสายตาของคนเขลาและคนหน้าไหว้หลังหลอกคนหนุ่มสาวที่ถูกกุมขังไม่ได้เรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาอย่างไม่มีเงื่อนไขด้วยซ้ำไป เขาขอเพียงสิทธิประกันตัวด้วยถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ตามที่รับรองโดยรัฐธรรมนูญ เขาขอเพียงได้ต่อสู้คดีอย่างยุติธรรม
เพื่อยืนยันว่าการประกาศฝันถึงวันพรุ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่อาชญากรรม
ถ้าหากยังปฏิเสธสิทธิการประกันตัวของคนหนุ่มสาวเหล่านั้น โปรดระวังให้ดีว่าพวกเขาจะออกมาจากคุกในเร็ววันพร้อมๆ กับการพังทลายทั้งหลาย เพราะความอดทนของเขาใกล้จะหมดแล้ว และถ้าจะเป็นเช่นนั้น อย่าโทษคนหนุ่มสาวว่ากระทำผิดซ้ำซาก เพราะผู้มีอำนาจเองต่างหากที่ดื้อรั้นกระทำผิดซ้ำซากอย่างไม่น่าเชื่อว่าท่านผู้ทรงเกียรติจะคิดสั้นๆ และใจมืดบอดถึงเพียงนั้น
ธงชัย วินิจจะกูล
ในนามของกลุ่ม OctDem – คนเดือนตุลา เพื่อประชาธิปไตย
3 พฤศจิกายน 2564
รายนามกลุ่มคนเดือนตุลา ซึ่งประกอบด้วย 18 อดีตผู้ต้องหา คดี 6 ตุลา, อดีต 32 คน ผู้ถูกติดตามตัวเนื่องจากหลบหนีในคดี 6 ตุลา, อดีตกรรมการ ศนท.ช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา และนักคิด นักเขียน นักวิชาการ ปัญญาชน ช่วง 14 ตุลาคม – 6 ตุลาคม ที่สนับสนุนให้มีการประกันตัว ผู้ต้องหาทางการเมือง ได้แก่
นายสุลักษณ์ ศิวลักษณ์
นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี
นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ
นายพนัส ทัศนียานนท์
นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
นายธเนศวร์ เจริญเมือง
นายอนุช อาภาภิรม
นพ.เหวง โตจิราการ
นายสุธรรม แสงปทุม
นายสุรชาติ บำรุงสุข
นายอนุพงษ์ พงษ์ สุวรรณ
นายอภินันท์ บัวหภักดี
นายธงชัย วินิจจะกูล
นายวิรัตน์ ศักดิ์จิรภาพงษ์
นิธินันท์ ยอแสงรัตน์
ภูมิธรรม เวชยชัย
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์
นายบุญเจริญ ศิริเนาวกุล
นายจตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร
นายสวาย อุดมเจริญชัยกิจ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง
นายสิตา การย์เกรียงไกร
น.ส.ประพิมพรรณ สุดชูเกียรติ
นายเข้ม(ชีรชัย) มฤคพิทักษ์
นายสุเทพ สุริยะมงคล
น.ส.อรวรรณ นารากูล
นายพลากร จิรโสภณ
นายยิ่งเกียรติ เหล่าศรีศักดากุล
น.ส.วาลิกา วิฑูรย์เธียร
นายพรสรวง โพธิ์ทอง
นายมนัส จินตนะดิลกกุล
นายชเล วุทธานันท์
นายรังสรรค์ จันต๊ะ
นายวุฒิพงษ์ เลาหไพโรจน์
นายสว่าง วงศ์วิลาศ

