‘ศิริกัญญา’ ลั่น เปลี่ยนปท.ต้องละลายภูเขาน้ำแข็ง ก้าวข้ามทุกทฤษฎี ชี้รัฐเลี้ยงไข้ ไม่กล้าพูดความจริง
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่อาคารสำนักงานหนังสือพิมพ์ข่าวสด มีการจัดเสวนา ‘4 พรรค ประชันวิสัยทัศน์ 2565 ท้าเปลี่ยนประเทศไทย’ เนื่องในโอกาสการก้าวสู่ปีที่ 42 ของ ‘มติชนสุดสัปดาห์’ โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย, นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลและนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ดำเนินรายการ โดย นางสาวจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ สื่อมวลชนชื่อดัง
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ตนเป็นแฟนมติชนสุดสัปดาห์มาตั้งแต่เป็นนักศึกษา จนถึงวันนี้ สำหรับการเปลี่ยนประเทศหลายคนอาจคิดเรื่องโควิดว่าจะเปลี่ยนภายใต้สถานการณ์โควิดอย่างไร แต่ส่วนตัวคิดว่า หากจะเปลี่ยนจริงๆ โควิดอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป เพราะรากเหง้าปัญหายังอยู่ แต่โควิดทำให้ปัญหาเด่นชัด ทำให้ฝีแตกออกมา การที่จะเปลี่ยนประเทศ ต้องก้าวข้ามทุกทฤษฎี ทุกตำรา
ถ้าจะเปลี่ยนต้องรู้ว่าจุดไหนต้องไปงัด ให้ก้าวหน้าไปกว่านี้ เรื่องสำคัญที่เป็นปัญหาตั้งแต่ก่อนโควิด และยังไม่มีอะไรเปลี่ยน เป็นขยะใต้พรมที่ถูกไฟจุดเผาขึ้นมา เช่น ระบบราชการที่รับใช้ทุกสถาบันยกเว้นสถาบันประชาชน วิกฤตศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล จุดสำคัญที่ไม่สามารถงัดประเทศให้เดินไปข้างหน้า คือ การขาดชนชั้นกลาง ขาดผู้บริโภค ก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจไทยเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่คนส่วนบนลากจูงประเทศไปข้างหน้า เรามีบริษัทส่งออกเพียงหยิบมือเกียวกุมส่วนแบ่งการตลาด แต่ยังมีคนที่ถูกแช่แข็ง ถ้าไม่แตะเรื่องนี้ ไม่ว่าจะมีทุนเข้ามามากแค่ไหน ก็ไปต่อไม่ได้

นางสาวศิริกัญญากล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลเลี้ยงไข้ ไม่เคยผ่าตัดใหญ่ ไม่กล้าพูดความจริงที่น่ากระอักกระอ่วน รัฐบาลกล้าพูดไหมว่าแม้เปิดประเทศ แต่การท่องเที่ยวไม่อาจกลับมาเหมือนเดิม ให้แต่ยาพารา ปล่อยประชาชนรับความเสี่ยง ข้าราชการไม่เห็นประชาชนในสมการ ข้าราชการที่ดี มีความสามารถนั้นมี แต่ระบบไม่เคยให้รางวัลคนเหล่านี้ แต่ตบรางวัลให้คนเอาใจนาย อยู่เป็น
“สำหรับวิกฤตศรัทธาของรัฐ วันนี้ถ้าจะเปลี่ยนประเทศ ต่อให้ผู้นำประเทศมาพูดวิสัยทัศน์ที่ดีมาก จะเชื่อเขาไหม ถ้าประชาชนไม่ไว้ใน จะสำเร็จยาก คนตั้งคำถามว่า มีวาระซ่อนเร้นไหม เอื้อประโยชน์ใครหรือเปล่า หลายนโยบายที่รัฐสร้าง ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ หากไม่อาจหาฉันทามติร่วมของสังคม” นางสาวศิริกัญญากล่าว
นางสาวศิริกัญญากล่าวว่า การเปลี่ยนประเทศ ไม่มีทางออกที่ง่าย โควิดทำให้ทุกอย่างเปลี่ยน ไม่อาจใช้วิธีการเดิมได้อีกต่อไป
“ถ้าจะสู้ความเหลื่อมล้ำ ให้คนลืมตาอ้าปาก ต้องละลายภูเขาน้ำแข็ง ปลดปล่อยคนฐานราก ซึ่งจะไม่สามารถทำได้ถ้ายังอยู่กับระบบราชการอย่างนี้ ภาคเกษตร ไม่มีตัวเลขวิเศษ จะดีกว่าไหม ถ้าหน่วยงานเกษตรลงไปทำงานกับเกษตรกรแบบเพื่อนคู่คิด ทำงานร่วมกัน จับมือเกษตรกรไปพบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดีกว่าไหม ถ้าสามารถพูดคุยกับเกษตรกรได้ว่า เขามีทางเลือกอะไรบ้าง มีต้นทุนอะไรบ้าง แต่จะเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่แตะปัญหา กระทรวงเกษตรฯ ที่มีลูกจ้าง 2 หมื่นใน 8 หมื่นคนอยู่ที่ส่วนกลางในกรุงเทพฯ จะดีกว่าไหมถ้าประชาชนสามารถรับความเสี่ยงได้ ให้ประชาชนล้มบนฟูกได้ โดยรัฐตัดหาสวัสดิการเป็นตาข่ายที่ช่วยให้ลุกได้เร็ว
สุดท้าย ถ้าจะแก้วิกฤตศรัทธา ไม่มีวิธีอื่น นอกจากต้องมีผู้นำที่มีความชอบธรรม เรา เราต้องพิพากษาผู้นำปัจจุบันในคูหาเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชน ว่าจะมอบความชอบธรรมให้ผู้นำคนไหนจึงจะสามารถเปิดประเทศได้” นางสาวศิริกัญญากล่าว

