เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 กล่าวถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ให้เพิ่มสิทธิ์ส.ว.สรรหาเสนอชื่อนายกฯ ตามที่สนช.ตีความ ว่า เดิมสนช.เห็นว่า เมื่อประชาชนเห็นชอบประชามติคำถามพ่วงเรื่องให้ รัฐสภามีส่วนกับกระบวนการได้มาซึ่งนายกฯช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี กระบวนการดังกล่าวต้องเป็นหน้าที่ของทั้ง ส.ส.และ ส.ว. แต่มีความคลาดเคลื่อนเข้าใจว่า สนช. ต้องการให้ส.ว.มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกฯ และอาจมีส่วนได้เสีย จนถูกโจมตีว่า สนช.ตีความเกินเลย ดังนั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแบบนี้ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับ ซึ่งก็สอดคล้องตรงกับความเห็นสนช. ในข้อแรก เรื่องการงดเว้นบัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรคการเมือง ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็น 2 ขยัก คือ ขยักแรกเป็นอำนาจของ ส.ส. แต่หาก ส.ส.เลือกนายกฯตามบัญชีไม่ได้ ศาลก็ชี้ว่า ต้องเป็นเรื่องของทั้ง ส.ส. และส.ว. ในการเข้าชื่อกันเกินหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เพื่อขอมติ 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภา สำหรับงดเว้นการเลือกนายกฯตามบัญชี
นายสุรชัย กล่าวต่อว่า ส่วนคำวินิจฉัยข้อสอง เรื่องนิยามคำว่า วาระเริ่มแรก 5 ปี ตามมาตรา 272 ที่ สนช.เคยตั้งข้อสังเกตุว่า อาจนำไปสู่ปัญหาการตีความกันภายหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ว่า หมายถึง งดเว้นการเลือกนายกฯตามบัญชีได้เพียงครั้งเดียว โดยดูตามวาระของสมาชิกรัฐสภา หรือ งดเว้นการเลือกนายกฯตามบัญชีกี่ครั้งก็ได้ ภายใน 5 ปีนั้น ศาลก็วินิจฉัยสอดคล้องกับการตีความของ สนช.ว่า การงดเว้นเลือกนายกฯนอกบัญชีทำกี่ครั้งก็ได้ ภายใน 5 ปี เราจะพบได้ว่า เหตุผลของคำวินิจฉัยอ้างถึงเป็นหลักคือกลไกการปฏิรูปช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ว่า มีความสำคัญ การเมืองช่วงนั้นต้องนิ่ง ส่วนข้อสังเกตุว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเอื้อให้มีนายกฯคนนอกง่ายขึ้นนั้น เรื่องนี้ตนมองกลับกัน เพราะน่าจะเกิดได้ยากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากส.ว. กับส.ส.ต้องมาคุยกันให้มากขึ้น

