‘4พรรค’ประชันวิสัยทัศน์ ‘2565ท้าเปลี่ยนประเทศไทย’

6.11.21 | 12:00 น.

หมายเหตุนพ.ชลน่านศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ “2565 ท้าเปลี่ยนประเทศไทย” จัดโดยนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ที่อาคารสำนักงานข่าวสด

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ประเทศไทยเราขณะนี้ ถ้าไม่เปลี่ยนในปี 2565 ถ้าเราไม่ท้าเปลี่ยนผ่านตัวแทนพี่น้องประชาชน ชื่อประเทศไทยอาจไม่มีในโลก เพราะประเทศนี้ป่วยและย่ำแย่เหลือเกินในทุกมิติ ช่วง 7 ปีที่ผ่านมา พี่น้องทุกข์ระงมสาหัส ดำเนินชีวิตบนความสิ้นหวัง พี่น้องไร้หนทาง

“เพื่อไทย” ต้องบอกว่า เราต้องช่วยกันเปลี่ยนประเทศไทย ไม่ต้องท้า เราต้องทำ แต่จะทำอย่างไรที่เราจะมีโอกาสนั้น ด้วย “พลังของพี่น้องประชาชน” เจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งการจะเปลี่ยนประเทศไทยได้ พรรคการเมืองเราต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนประเทศตามวิถีประชาธิปไตย

Advertisement

สิ่งที่ต้องบอกเรื่องแรกสุด ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่ผู้คนในประเทศนี้ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ปิดหูปิดตา ดักดาน ประเทศเราเปลี่ยนไม่ได้ เพื่อไทยเราแสดงให้เห็นจากการประชุมใหญ่ วันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา เราเปลี่ยนเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ทั้งภาพลักษณ์พรรค โครงสร้าง และรูปแบบที่พี่น้องจะจับต้องได้ กินได้ คือนโยบาย คือสิ่งที่เราบอกกับบ้านเมืองนี้ว่า “ต้องเปลี่ยนเหมือนเพื่อไทยเราเปลี่ยน” จากอดีตที่เรามีประสบการณ์อย่างมากล้น ไทยรักไทย สู่พลังประชาชน มาสู่เพื่อไทย แล้วสิ่งที่เราจะก้าวไปสู่อนาคต “พรุ่งนี้เพื่อไทยเพื่อชีวิตใหม่ประชาชน” จุดเชื่อมที่สำคัญที่สุดคือ “พลังในอดีต พลังในอนาคต ประสบการณ์ในอดีต พลังในอนาคต” มากองอยู่ ณ ปัจจุบัน ขับเคลื่อนชีวิตใหม่ของประชาชน คือ จุดเปลี่ยน

การที่พี่น้องประชาชนจะมีจุดใหม่ มีชีวิตใหม่ได้ นอกจากการท้าเปลี่ยนตรงนี้ไม่พอ กลไกที่สำคัญที่สุด คือ “ตัวกลาง” และการมีส่วนร่วม ขับเคลื่อนเชิงสังคม ต้องเปลี่ยน จะให้ใครที่ไหนมาใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ของเราโดยที่ประชาชนไม่ได้เป็นตัวกลางขับเคลื่อน เปลี่ยนไม่ได้

สิ่งสำคัญที่สุด เราเปลี่ยนรูปแบบของการเข้าสู่อำนาจและการใช้อำนาจ เพื่อไทยเราบอกว่า ถ้าจะเปลี่ยนประเทศในปี 2565 สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยน “ต้องเปลี่ยนรัฐบาลชุดนี้ออกไป” ด้วยกลไกประชาธิปไตย

อยากให้โอกาสของพี่น้องประชาชนมาเร็วที่สุด เพื่อจะได้เปลี่ยนโอกาสให้กับพี่น้องประชาชน มามอบให้กับเรา ที่จะเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนตัวจริง ที่จะขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญ การบังคับใช้กฎหมายที่ล้าหลัง เป็นภัยต่อประชาชน เมื่อเปลี่ยนแล้ว เพื่อไทยมีทิศทางขับเคลื่อนบอกกล่าวประชาชนได้อย่างชัดเจน ทั้งยกเครื่องด้านเศรษฐกิจ ยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ไม่ว่าคมนาคม เรื่องแหล่งน้ำ ที่เพื่อไทยเคยเสนอและถูกทำลายลง เกษตรแบบใหม่ นวัตกรรมบนพื้นฐานนำเทคโลยีมาใช้ รูปแบบใหม่ที่สร้างสรรค์ และแสวงหาการมีส่วนร่วมผ่านนวัตกรรม โดยให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม จับต้องได้ สามารถใช้เป็นแนวทางดำรงชีวิตได้ เพื่อไทยมหานคร กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค เปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

กระจายอำนาจคือสิ่งที่เพื่อไทยวางไว้ เพื่อการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน เราประกาศไปแล้วที่ จ.ขอนแก่น ขับเคลื่อนด้วยการ “นำเอาคนในอดีต พลังของคนในอนาคต” มาเป็นจุดขับเคลื่อน ด้วยคณะกรรมการบริหาร คือจุดแข็งที่จะขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ ความหวังและโอกาสในการเปลี่ยนแปลง ต้องผ่านกระบวนการขับเคลื่อนจากอดีต ที่มีประสบความสำเร็จจากคนที่พรรคเพื่อไทยมีพร้อม ไม่ว่ามิติเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี เรามีทีมงานที่สามารถบอกได้ว่ามีความเชื่อมั่นในการนำพาประเทศ

ถึงเวลาต้องเปลี่ยนจริงๆ เปลี่ยนเพื่ออนาคตของพวกเรา แต่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าเพื่อไทยไม่ได้รับการมีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนต้องเปลี่ยนตัวเองด้วย เพื่อมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมกับเพื่อไทย เลือกเพื่อไทยอย่างถล่มทลาย หรือแลนด์สไลด์ เพื่อเอาอำนาจนั้นมาเปลี่ยนแปลง เพื่อสิ่งที่ดีกว่า

อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ต้องใช้อำนาจนี้ลบล้างประชาธิปไตยที่แอบแฝงด้วยเผด็จการให้หมดสิ้น เราถึงจะเปลี่ยนได้ ไม่สิ้นหวัง มาร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ 2565 เป็นต้นไป


นิพนธ์ บุญญามณี
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เราจะเปลี่ยนประเทศอย่างไร? ในนามพรรคที่สร้างมาจะ 80 ปี ก่อตั้งเมื่อ 6 เมษายน พ.ศ.2489 เรามีประสบการณ์หลายครั้งหลายวิกฤต ไม่พูดย้อนไปไกล ตั้งแต่มาเป็น ส.ส.ปี 2535/1 เห็นประเทศผ่านวิกฤตครั้งสำคัญ 2 ครั้ง คือวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 และรอบนี้คืออีกวิกฤตโควิด ใน พ.ศ.นี้ไม่ต้องพูดถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ว่าติดลบอย่างไร ติดลบพอๆ กับปี 2540

ปี 2540 กับ 2564 บทเรียนที่ชัดเจนคือวิกฤตทุกครั้ง ภาคที่อุ้มไทยได้คือภาคเกษตรกรรม ปี 2540 ตอนมีวิกฤตสถาบันการเงิน คนชนชั้นกลางตกงานจำนวนมาก แต่ภาคนี้โอบอุ้มไว้ได้ด้วยการกลับบ้าน
บทเรียนปี 2540 สอนว่าเวลาเจอวิกฤต
เราพึ่งภาคเกษตร ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย

มาในปี 2564 เรามีวิกฤตโควิด-19 ชุมชนเมืองเดือดร้อนที่สุด เพราะคนกลุ่มนี้ต้องทำงานในภาคโรงงาน รับจ้างรายวัน หรืออยู่กับภาคการท่องเที่ยว ทำให้รอบนี้ไทยต้องคิดหนักเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่เราพึ่งพามากเกินไปถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ประเทศอื่นพึ่งไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าเวลามีวิกฤตนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ได้ เราเดือดร้อนทันที ภาคธุรกิจ โรงแรม ที่ต่อเนื่องจากการท่องเที่ยว เดือดร้อนกันหมด เหลือแต่ภาคเกษตรที่จะโอบอุ้มไว้ได้ ที่ทำให้การส่งออกของไทยดีอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นเครื่องกลเครื่องเดียวที่จะขับเคลื่อนประเทศได้ นั่นคือ “การส่งออกของประเทศไทย” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดแข็งของเราคือการส่งอาหารไปขายยังต่างประเทศ

“แม้วันนี้มีวิกฤต ไทยไม่อดอยาก เพราะเรามีอาหารเอง ไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ เราต้องทบทวนจุดแข็งของประเทศ แก้ความยากจนในพื้นที่ิอย่างแท้จริง ครัวเรือนในภาคเกษตร 13-14 ล้านครัวเรือน ประมาณ 30-40 ล้านคน แม้ยอดจีดีพีไม่สูง แต่คนกลุ่มนี้มีมาก เราจะทำอย่างไรให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง นี่คือจุดเปลี่ยนประเทศไทยอย่างแท้จริง เมือคนส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ อย่างไรก็ก้าวไม่พ้น คือสิ่งที่ท้าทาย และต้องข้ามจุดนี้ไปให้ได้ กลับมาดูจุดแข็งของตัวเอง คือภาคเกษตร

ที่ทำอยู่คือการเกษตรและการตลาด ที่ไปด้วยกัน “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ถ้าเราคิดแก้ปัญหาเกษตร ต้องหาตลาดรองรับให้ได้ เราต้องเปลี่ยนทูตพาณิชย์ให้เป็นเซลส์แมนทั้งหมด ฝึกคนในกระทรวงพาณิชย์ให้เป็นพ่อค้าให้ได้ แต่ต้องรู้จุดแข็งก่อน

ใครจะไปคิดว่าทุเรียนจะส่งออกได้เป็นแสนล้าน พื้นที่ที่เหมาะคือภาคใต้ หรือหลายภาคที่มีเชิงภูเขาลาดชัน น้ำไม่ท่วมขัง เรายังส่งเสริมและสำรวจ ถ้าเราทำจุดแข็งของตัวเองให้ได้ เชื่อว่าวันนี้โลกกำลังเปลี่ยนไปเป็นพลังงานสะอาด ไม่ใช้น้ำมัน แบตเตอรี่

ซึ่ง “อาหาร” คือ “พลังงงานคน” ทำอย่างไรที่ไทยจะผลิตพลังงานคนที่สะอาด ปลอดภัย คือความเชื่อมั่นว่า
ภาคเกษตรเราจะดีขึ้น คนรุ่นใหม่ที่เลิกคิด อยากเป็นราชการ แต่เราจะทำอย่างไรเพื่อ “ปั้นคนเจน Z ให้เป็นซีอีโอ” ได้ ผลิตเอง ขายเอง ผ่านออนไลน์ ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง คือทางยกฐานะเกษตรกรไทย ก้าวข้ามความยากจนไปได้

ปี 2565 เราจะเดินไปข้างหน้าได้ ต้องไม่ลืมภูมิหลัง หรือจุดยืนของตัวเอง พัฒนาการเกษตร จะพ้นความยากจน ต้องไม่ทิ้งภาคเกษตร ที่เป็นกระดูกสันหลังอย่างแท้จริง เราพูดมาตั้งนาน แต่เราทำไม่ได้ รอบนี้ประชาธิปัตย์จะทำให้ได้

ศิริกัญญา ตันสกุล
รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล

การปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องระยะยาว แต่ถ้าจะเปลี่ยนได้ทันที และได้ประโยชน์กับประเทศมากที่สุดตอนนี้ ก็ต้องบอกว่าเปลี่ยนนายกฯ เพราะปัญหาที่เป็นรากฐานสำคัญคือวิกฤตศรัทธาต่อผู้นำ มีอย่างที่ไหน ผู้นำประเทศที่ยัดเยียดคดีให้คนซึ่งเพียงเห็นต่างกับรัฐบาล ไม่เปิดเวที ไม่เปิดพื้นที่ให้พูดคุย แจกแต่คดีเป็นพันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ดังนั้น ถ้าจะเปลี่ยนได้เร็วก็แค่ขยับข้อมือเซ็นชื่อลาออก เรื่องระบบราชการ การเปลี่ยนต้องใช้เวลา แต่ต้องทำทันทีเช่นกัน ขอยกตัวอย่างญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ดูแลตั้งแต่ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ไปจนถึงเรื่องแร่หายาก

ในขณะที่ประเทศนี้ยังคงวนเวียนอยู่กับความมั่นคงทางด้าน
การทหาร เรามีข้าราชการที่มีแนวคิดก้าวหน้าและพร้อมเปลี่ยน แต่อาจยังไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ เราต้องดึงคนเหล่านั้นขึ้นมา

หลายคนอาจคิดเรื่องโควิดว่าจะเปลี่ยนภายใต้สถานการณ์โควิดอย่างไร แต่ส่วนตัวคิดว่าหากจะเปลี่ยนจริงๆ โควิดอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป เพราะรากเหง้าปัญหายังอยู่ แต่โควิดทำให้ปัญหาเด่นชัด ทำให้ฝีแตกออกมา การที่จะเปลี่ยนประเทศ ต้องก้าวข้ามทุกทฤษฎี ทุกตำรา

ถ้าจะเปลี่ยนต้องรู้ว่าจุดไหนต้องไปงัด ให้ก้าวหน้าไปกว่านี้ เรื่องสำคัญที่เป็นปัญหาตั้งแต่ก่อนโควิด และยังไม่มีอะไรเปลี่ยน เป็นขยะใต้พรมที่ถูกไฟจุดเผาขึ้นมา เช่น ระบบราชการที่รับใช้ทุกสถาบันยกเว้นสถาบันประชาชน วิกฤตศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล จุดสำคัญ
ที่ไม่สามารถงัดประเทศให้เดินไปข้างหน้า คือ การขาดชนชั้นกลาง
ขาดผู้บริโภค ก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจไทยเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่คนส่วนบนลากจูงประเทศไปข้างหน้า เรามีบริษัทส่งออกเพียงหยิบมือเดียวกุมส่วนแบ่งการตลาด แต่ยังมีคนที่ถูกแช่แข็ง ถ้าไม่แตะเรื่องนี้ ไม่ว่าจะมีทุนเข้ามามากแค่ไหน ก็ไปต่อไม่ได้

ที่ผ่านมา รัฐบาลเลี้ยงไข้ ไม่เคยผ่าตัดใหญ่ ไม่กล้าพูดความจริงที่น่ากระอักกระอ่วน รัฐบาลกล้าพูดไหมว่าแม้เปิดประเทศ แต่การท่องเที่ยวไม่อาจกลับมาเหมือนเดิม ให้แต่ยาพารา ปล่อยประชาชนรับความเสี่ยง ข้าราชการไม่เห็นประชาชนในสมการ จริงๆ แล้วข้าราชการที่ดีมีความสามารถนั้นมี แต่ระบบไม่เคยให้รางวัลคนเหล่านี้ แต่ตกรางวัลให้คนเอาใจนาย อยู่เป็น

สำหรับวิกฤตศรัทธาของรัฐ วันนี้ถ้าจะเปลี่ยนประเทศ ต่อให้ผู้นำประเทศมาพูดวิสัยทัศน์ที่ดีมาก จะเชื่อเขาไหม ถ้าประชาชนไม่ไว้ใจ จะสำเร็จยาก คนตั้งคำถามว่า มีวาระซ่อนเร้นไหม เอื้อประโยชน์ใครหรือเปล่า หลายนโยบายที่รัฐสร้าง ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ หากไม่อาจหาฉันทามติร่วมของสังคม

การเปลี่ยนประเทศ ไม่มีทางออกที่ง่าย โควิดทำให้ทุกอย่างเปลี่ยน ไม่อาจใช้วิธีการเดิมได้อีกต่อไป ถ้าจะสู้ความเหลื่อมล้ำ ให้คนลืมตาอ้าปาก ต้องละลายภูเขาน้ำแข็ง ปลดปล่อยคนฐานราก ซึ่งจะไม่สามารถทำได้ถ้ายังอยู่กับระบบราชการอย่างนี้ ภาคเกษตร ไม่มีตัวเลขวิเศษ จะดีกว่าไหม ถ้าหน่วยงานเกษตรลงไปทำงานกับเกษตรกรแบบเพื่อนคู่คิด ทำงานร่วมกัน จับมือเกษตรกรไปพบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดีกว่าไหม ถ้าสามารถพูดคุยกับเกษตรกรได้ว่าเขามีทางเลือกอะไรบ้าง มีต้นทุนอะไรบ้าง แต่จะเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่แตะปัญหา กระทรวงเกษตรฯที่มีลูกจ้าง 2 หมื่นใน 8 หมื่นคนอยู่ที่ส่วนกลางในกรุงเทพฯ จะดีกว่าไหมถ้าประชาชนสามารถรับความเสี่ยงได้ ให้ประชาชนล้มบนฟูกได้ โดยรัฐจัดหาสวัสดิการเป็นตาข่ายที่ช่วยให้ลุกได้เร็ว

สุดท้าย ถ้าจะแก้วิกฤตศรัทธา ไม่มีวิธีอื่น นอกจากต้องมีผู้นำที่มีความชอบธรรม เราต้องพิพากษาผู้นำปัจจุบันในคูหาเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชน ว่าจะมอบความชอบธรรมให้ผู้นำคนไหนจึงจะสามารถเปิดประเทศได้


คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
ประธานพรรคไทยสร้างไทย

พรรคไทยสร้างไทยเป็นพรรคใหม่ ภารกิจสุดท้ายตามที่เคยประกาศแล้วคือการสร้างพรรคเพื่อประชาชน ทำงานให้ประชาชน ประเทศชาติ เชื่อมโยงคนทุกรุ่น
เราทำตัวเป็นเสาเข็ม ฐานราก เชิญชวนคนทุกรุ่นมาทำงานถ้าการเมืองไม่ดี ต่อให้แกร่งแค่ไหนก็ไม่รอด พรรคเราจะไม่เป็นที่เหยียบยืนของเผด็จการ เรามองที่คนตัวเล็กซึ่งเป็นฐานใหญ่ของประเทศ

ก่อนเปลี่ยนแปลงประเทศ ผู้นำที่ดีต้องฟังประชาชน แต่ผู้นำที่มาจากการยึดอำนาจ นอกจากไม่ฟัง ยังก่อให้เกิดมหาวิกฤตซ้อนอีก โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจ หนักหนามาก สินค้าเกษตรตกต่ำ รายได้ไม่พอ หนี้ครัวเรือนพุ่ง 90 เปอร์เซ็นต์ เกิดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ มีการด้อยค่าประชาธิปไตย
และสิทธิประชาชนซึ่งถูกละเมิด ย่ำยี ละเลยเรื่องนิติธรรม
ซึ่งเกิดจากแนวคิดรัฐราชการ และเผด็จการที่เกาะกินประเทศไทยมานาน และยังไม่เปลี่ยน จึงจำเป็นต้องเกิดพรรคไทยสร้างไทย ซึ่งต้องการเป็นพรรคของทุกคน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่พรรคซึ่งเป็นที่เหยียบยืนของเผด็จการอย่างเด็ดขาด

ความท้าทายของไทยสร้างไทยมี 3 ประการ ได้แก่

1.ความท้าทายในการแก้วิกฤตการเมือง ต้องแก้แนวคิดอำนาจนิยม เปลี่ยนรัฐราชการเป็นรัฐประชาชน และกระจายอำนาจ

2.การพาประชาชนให้หลุดพ้นจากกับดักความยากจน วิกฤตเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหาที่หนักที่สุด โดยจะทำทุกสิ่งให้คนไทยมีโอกาสทำมาหากินได้รวดเร็วที่สุดและแข็งแรงที่สุดหลังโควิด การช่วยให้คนตัวเล็ก
มีพลังลุกขึ้นมา คือ การสร้างพลังให้ประชาชนสามารถต่อรองกับรัฐได้ ตั้งแต่เอสเอ็มอี ถึงเกษตรกร เช่น การปลดปล่อยประชาชนออกจากกฎหมายและใบอนุญาตต่างๆ ที่ล้าหลัง เป็นอุปสรรคในการทำมาหากิน อาทิ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโรงแรม ร้านอาหาร คราฟต์เบียร์ เมื่อศึกษาพบว่ามีราว 1,500 ฉบับที่ล้าหลัง เราจะออก พ.ร.ก. 1 ฉบับ ใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์ ยกเว้นการใช้กฎหมายและใบอนุญาตที่ไม่จำเป็นออกไป 3 ปี เพื่อให้คนตัวเล็กลุกขึ้นมาทำมาหากินได้เร็ว จะเหลือแค่กฎหมายและใบอนุญาตที่จำเป็นราว 100 ฉบับเท่านั้น นอกจากนี้ จะจัดให้มีสภาประชาชนประจำหมู่บ้าน ทำหน้าที่กลั่นกรองตัดสินว่าเมื่อมีงบประมาณเข้ามา จะนำไปทำอะไร โดยประชาชนจะเป็นผู้ตรวจรับงานโดยใช้เทคโนโลยีช่วย

3.การตั้งกองทุน 5 กองทุน ได้แก่ 1.กองทุนเอสเอ็มอี ซึ่งมีจำนวนกว่า 3 ล้านราย ต้องมีกองทุนที่ให้โอกาส 2.กองทุนสตาร์ตอัพ ซึ่งไทยและโลกจะขับเคลื่อนด้วยคนยุคใหม่ 3.กองทุนท่องเที่ยว ให้ผู้ประกอบการต่อยอด 4.กองทุนวิสาหกิจชุมชน ช่วยลูกหลานเกษตรกร พัฒนาภูมิปัญญาต่อยอดสร้างอาชีพ 5.กองทุนเพื่อคนตัวเล็ก ผู้ที่กู้เงินนอกระบบให้เข้าสู่ระบบด้วยดอกเบี้ยถูก