ณพลเดชชี้ ผลนิด้าโพล ‘ชัชชาติ’ ชนะผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 7 อาจส่งผลฝ่ายตรงข้ามใช้อำนาจรัฐ ‘เอาเปรียบการเลือกตั้ง’
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นายณพลเดช มณีลังกา ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพฯ (สก.) เขตสัมพันธวงศ์ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) หรือนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “อยากได้ใครเป็นผู้ว่าฯกทม. ครั้งที่ 7” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายน 2564 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,320 หน่วยตัวอย่างเกี่ยวกับประชาชนอยากได้ใครเป็นผู้ว่าฯกทม. โดย ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีผลคะแนนเป็นอันดับ 1 ในสัดส่วน 33.18% ส่วนอันดับ 2 เป็นของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง มีสัดส่วน 16.59% และอันดับ 3 ยังไม่ได้ระบุว่าจะตัดสินจะเลือกใครในอัตราส่วน 14.09% ซึ่งหากนำในสัดส่วนของอันดับ 2 และ 3 นำมารวมกันก็ยังไม่เท่าอันดับ 1 ของ ดร.ชัชชาติเลย
นายณพลเดชกล่าวว่า ผลโพลที่คะแนนห่างกันมากขนาดนี้ จากงานวิจัยทั่วโลกที่มีการแข่งขันเลือกตั้งกันยังไม่เคยมีใครห่างกันได้ขนาดนี้ แม้ผลโพลที่นิวยอร์ก ไทม์ส เคยนำเสนอทรัมป์ตามหลังไบเดนเพียง 9% ส่งผลให้การเลือกตั้งคณะผู้เลือกตั้งของไบเดนชนะทรัมป์ที่ 306 ต่อ 232 คน แต่สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ที่จะถึงนี้ แม้เป็นข่าวจนเป็นที่ถกเถียงกันจนส่งผลให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ประกาศถอนตัวชิงผู้ว่าฯกทม. ที่มีผลโพลด์จากนิด้าโพลในครั้งที่ 6 จำนวน 13.66% และส่งผลให้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่มีผลโพลในครั้งที่ 6 ในอัตราส่วน 9.33% ทะยานขึ้นมาเป็น 16.59% ซึ่งก็ยังถือว่าห่างจากอันดับ 1 คือ ดร.ชัชชาติถึง 16.59% หรือพูดเป็นภาษาชาวบ้านว่าห่างกันถึงครึ่งต่อครึ่ง
นายณพลเดชกล่าวต่อไปว่า จากเหตุการณ์นี้รู้สึกเป็นกังวลต่อการเลือกที่ผู้ว่าฯกทม.ที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากผู้ถืออำนาจรัฐปัจจุบันคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสมัยเป็นหัวหน้า คสช. เป็นผู้ใช้อำนาจ ม.44 แต่งตั้ง พล.ต.อ.อัศวินเป็นผู้ว่าฯกทม. ซึ่งถือเป็นขั้วเดียวกัน อาจใช้อำนาจรัฐในการกระทำนโยบายเพื่อให้ฝ่ายตนมีอำนาจเหนือคู่แข่ง ดังมีการร้องเรียน กกต. ในครั้งการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมาว่ามีการใช้นโยบาย “ประชารัฐ” นำมาเป็นชื่อพรรคหรือกลุ่มตนเอง มีการร้องเรียนการใช้อำนาจรัฐเพื่อให้ข้าราชการประจำสนับสนุนฝ่ายของตน มีการใช้อำนาจรัฐและอำนาจเงินในการทุจริตการเลือกตั้งเป็นต้น ซึ่งมาถึงขณะนี้ยังกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นมาซ้ำรอยหรือไม่ เพราะในขณะนี้มีการเคลื่อนไหวในกลุ่ม “รักษ์กรุงเทพฯ” ซึ่งตนไม่ทราบว่าเป็นฝ่ายใดมีการสวมเสื้อทำงานคล้ายการหาเสียง และรัฐบาลก็มีการเลื่อนเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนด อย่างมีนัยยะ
“ผมกังวลว่าหากมีการใช้อำนาจรัฐโดยไม่ชอบธรรม รวมถึงการใช้ทั้งงบประมาณและการบังคับให้ข้าราชการประจำให้ดำเนินการตามก็เป็นการชนะโดยไม่ชอบธรรม การยอมรับในระดับนานาชาติก็จะไร้ความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ อยากจะฝากไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ว่าควรกำกับการใช้อำนาจของข้าราชการการเมืองให้ดำเนินตามกรอบของกฎหมาย ซึ่งหากฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ชนะการเลือกตั้งจะได้ไม่เป็นความด่างพร้อยที่ติดตามมาภายหลัง ซึ่งจะถือว่าเป็นการชนะการเลือกตั้งแบบชายชาติทหารก็ว่าได้” นายณพลเดชกล่าว

