วงเสวนาแหวกมายา (อ)คติ ชี้วาทะ ‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’ ทำสังคมไทยเจอปัญหาใหญ่

วงเสวนาแหวกมายา (อ)คติ ชี้วาทะ ‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’ ทำสังคมไทยเจอปัญหาใหญ่

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (Matichon Academy) สำนักพิมพ์มติชนจัดงาน Matichon Bookmark 2021 #คั่นไว้ในใจเธอ เป็นวันที่ 5

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเมื่อเวลา 17.00 น. มีการจัดกิจกรรมการเสวนาในหัวข้อ “แหวกม่านมายา(อ)คติ” โดยนางสาวสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ นักเขียน นักแปลชื่อดัง นักวิพากษ์การเมืองเศรษฐกิจ และผู้เขียนหนังสือ ‘Behind the Illusion ระบอบลวงตา’ และนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ นักเขียนรางวัลศรีบูรพา

นางสาวสฤณีกล่าวว่าอคติอาจจะเป็นอะไรที่ยากจะมองเห็นบางทีก็เป็นเรื่องความชอบ การเลือกที่รักมักที่ชังต่างๆ เชื่อว่าถ้าเรารู้ว่ามันเป็นมายาคติ ไม่มีใครที่จะอยากอยู่กับมายาคติ เพราะความหมายคือสิ่งที่ไม่จริง เพราะฉะนั้นมันคือหลายเรื่องที่เราอาจจะเชื่อว่ามันจริง แต่สุดท้ายพอเราแหวกมันออกมาหรือพยายามมองมันให้รอบด้านเราอาจจะมองว่าที่จริงมันไม่จริงหรือมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราเชื่อ หรือสิ่งที่เราเคยเชื่อมันไม่ใช่

จากนั้นนางสาวสฤณีกล่าวถึงที่มาของหนังสือและเนื้อหาภายใน ว่าต้องยกเครดิตให้กับคนที่มาถกเถียงในโลกออนไลน์ผ่านเพจส่วนตัวของตน ซึ่งทำให้ได้พูดคุยกับคนที่คิดเห็นไม่ตรงกันอยู่มาก ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างคนอาจเชื่อว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ และตนอาจจะผิดก็ได้

“ยกตัวอย่าง หลายคนจะมีความเชื่อมั่นว่ารัฐประหารสามารถเป็นประชาธิปไตยได้หรือทำให้ประเทศดีขึ้นได้ พอเกิดรัฐประหารล่าสุดปี พ.ศ. 2557 นี่ก็เป็นบทความแรกๆในหนังสือ ก็มีการนำงานทางวิชาการของนักวิชาการท่านหนึ่งขึ้นมา ก็เผยแพร่กันในโลกออนไลน์เพื่ออธิบายความชอบธรรมของรัฐประหาร เพราะงานชิ้นนั้นใช้คำว่ารัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย และเราก็ไปอ่านเพราะสนใจ พอเราตามไปอ่านตัวต้นตองานวิชาการเราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ คือรัฐประหารปีพ.ศ.2557 มันไม่น่าจะตรงกับสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นรัฐประหารที่เป็นประชาธิปไตย เพราะเขาก็พูดว่ามันต้องมีความชัดเจนว่ารัฐประหารทำแล้วต้องรีบคืนอำนาจให้พลเรือน ต้องรีบจัดการเลือกตั้งให้รวดเร็ว พูดง่ายๆคือต้องมีประชาธิปไตยที่ดีกว่าเดิม ซึ่งนี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เรารู้สึกว่าความเชื่ออย่างนี้มันอาจจะเป็นความเชื่อถ้าคนที่เขาได้มาอ่าน เข้าใจต้นตอของงานชิ้นนี้จริงๆว่าคนเขียนเขียนว่าอะไร เขาก็อาจจะตั้งคำถามต่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ซึ่งเป็นธีมหนึ่งของหนังสือเล่มนี้” นางสาวสฤณีกล่าว

นางสาวสฤณีกล่าวด้วยว่า มีบทความหนึ่งในหนังสือที่ใช้ชื่อว่ากฎหมายไม่เท่ากับความยุติธรรม คนทั่วไปที่ไม่ได้ข้องแวะกับกฎหมายจะคิดว่ากฎหมายต้องออกมาดีแล้ว ต้องผ่านการกรั่นกรองอะไรต่างๆมา พอเชื่อแบบนี้เราก็จะไม่ได้ตามไปดูว่าความเป็นจริงกฎหมายมันใช้ได้ตามเจตนารมณ์ไหม หรือเจตนารมณ์ถูกต้องไหม หรือการได้มาซึ่งกฎหมายมันออกมาผ่านใครเป็นประโยชน์สาธารณะของเราไหม

“ยุคนี้ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันพัวพันกับการใช้อำนาจและการขึ้นสู่อำนาจของระบอบที่ใช้คำว่า ระบอบประยุทธ์ ซึ่งระบอบนี้เขาใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญและใช้อำนาจ คือตั้งแต่สมัยคสช.คำสั่งทั้งหมดมีสถานะเป็นกฎหมาย ทำให้มีคำถามเรื่องความชอบธรรม เรื่องความยุติธรรม พอหลังจากการเลือกตั้งก็มีคำถามดังขึ้นเรื่อยๆหลายกรณี คนตั้งคำถามว่าคุณใช้กฎหมายแบบไหน คุณเลือกปฏิบัติไหม ช่วงโควิดพรก.ฉุกเฉินตกลงเป็นไปเพื่ออะไร ชุมนุมประท้วงรัฐบาลถูกพรก.ฉุกเฉิน โดนกฎหมายรุนแรง ต่อให้เราไม่ได้อยู่ในสถานะที่โดนโดยตรงมันก็เป็นเครื่องที่บ่งชี้ว่าถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้เรื่อยๆ ระบบยุติธรรมถูกตั้งคำถาม กฎหมายซึ่งจริงๆเป็นกติกาของสังคม ถ้ากฎหมายถูกตั้งคำถาม คนไม่ไว้ใจกติกาของสังคม แล้วสังคมจะอยู่กันอย่างไร” นางสาวสฤณีกล่าว

นายวันชัยกล่าวว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดตั้งแต่หลายสิบปีที่ผ่านมาคือมายาคติที่ชอบพูดเสมอว่า ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน มายาคติที่บอกว่า เป็นเด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ คิดว่านี่คือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ๆในสังคม

“แต่ก่อนไม่เคยเข้าใจคำว่าเชื่อฟังจนกระทั่งมีครั้งหนึ่งฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์ นักร้องชื่อดังมาถามว่าเขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยต้องเชื่อฟัง เขาบอกว่าเชื่อกับฟังมันคนละความหมาย ทำไมภาษาไทยเอาคำว่าเชื่อฟังมาติดกัน นั่นหมายความว่าเวลาเราฟังแล้วเราต้องเชื่อเลยใช่ไหม ผมก็คิดว่าใช่ว่ะ เขาบอกว่าเราควรจะฟังทุกคนที่พูดแต่ความเชื่อเป็นเรื่องของเรา อันนี้สำคัญมาก แต่ว่าสังคมไทยถูกสอนให้เราต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ คือฟังแล้วเชื่อเลยไม่ต้องตั้งคำถาม ผมเลยคิดต่อว่าทำไมเด็กไทยไม่เคยตั้งคำถามอะไรเลย เวลาอยู่ในห้องเรียนครูสอนอะไร ถามว่ามีใครมีคำถามไหม ไม่มีใครกล้ายกมือ เพราะว่าฟังแล้วต้องเชื่อเลย คิดว่าอันนี้คือพื้นฐานสำคัญของปัญหาใหญ่ในสังคมไทยคือความรู้มันถูกคลุมมาจากคนมีอำนาจ ถูกคลุมจากคนที่คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มากกว่า คนที่เป็นเด็กกว่าหรือคนอื่นๆไม่สามารถที่จะโต้แย้งได้ ขณะที่ในสังคมเมืองนอก การฟังกับการเชื่อเป็นคนละอย่างกัน ถ้าเราฟังแล้วไม่เชื่อเราก็ถามได้ แต่การศึกษาบ้านเราถูกสอนว่าต้องเชื่อฟังทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย คำพูดเหล่านี้มันเป็นมายาคติอย่างแรงที่ทำให้คนที่ต่ำต้อยกว่ารู้สึกว่าต้องคอยเชื่อฟังนายว่านายพูดอะไร
ความรู้ในสมัยก่อนถามว่าถูกถ่ายทอดจากอะไร ตอนที่ยังไม่มีหนังสือก็ถ่ายทอดจากการพูด มุขปาฐะ จากใบลาน สมัยก่อนหนังสือก็ถูกจำกัดวงอยู่ในชนชั้นสูง เพราะฉะนั้นการถ่ายทอดความรู้มันมาจากข้างบนตลอดเวลา แล้วยิ่งเจอคำพูดที่บอกว่าต้องเชื่อฟัง คำว่าเชื่อฟังกลายเป็นคำเดียวกันเลย” นายวันชัยกล่าว

นายวันชัยกล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันในวันนี้ความรู้ถูกกระจายอย่างแบนราบจากออนไลน์ ทำไมเด็กรุ่นใหม่ถึงไม่ค่อยเชื่อฟังผู้ใหญ่เพราะเมื่อก่อนความรู้ถูกถ่ายทอดจากด้านเดียวจากบนลงล่างแต่ตอนนี้มันถูกกระจายไปหมดแล้ว

“คุณอยากรู้เรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทยคุณไม่จำเป็นพึ่งตำราเรียนของกระทรวงศึกษาธิการคุณเข้ากูเกิล คุณก็รู้เรื่องหมด ถามว่าทำไมค่านิยม 12 ประการของรัฐบาลถึงไม่ประสบความสำเร็จ เพราะความรู้มันถูกกระจายไปหมดแล้วเด็กเลยตั้งคำถามว่าสิ่งที่เรียนมามันใช่ไหม เลยคิดว่ามายาคติที่สำคัญที่มันเป็นปัญหาใหญ่วันนี้ก็คือค่านิยมที่บอกว่าเราต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่” นายวันชัยกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon