ครั้งหนึ่ง ผมมีโอกาสได้สนทนากับนักธุรกิจ SME ร้านอาหารแฟรนไชส์ท่านหนึ่ง ซึ่งแม้จะไม่ใช่
เจ้าใหญ่เบอร์ต้น แต่ก็นับว่าร้านของท่านเปิดสาขาได้เกิน 10 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งก็ถือว่าไม่ธรรมดาอยู่ดี
ท่านเจ้าของเล่าถึงที่มาของร้านอาหาร เรื่องชีวิตในวัยเด็กของครอบครัว เล่าเรื่องการต่อสู้ของคุณแม่ พี่น้อง และตัวท่านเองที่ต่อสู้ดิ้นรนจากกิจการร้านอาหารธรรมดาๆ คูหาเดียว จนสร้างเป็นกิจการแฟรนไชส์นี้ได้
เมื่อผมเอ่ยชื่นชมจากใจจริงว่า เครือร้านอาหารของท่านในทุกวันนี้มาจากความพากเพียรพยายามและทำงานหนักของครอบครัวท่านโดยแท้ นักธุรกิจวัยกลางคนค่อนปลายท่านนั้นหัวเราะ แล้วบอกว่า “เปล่าครับ พวกผมโชคดีด้วยแหละ”
ไม่รู้เพราะวัย ประสบการณ์ หรือการหล่อหลอมมาอย่างไร ทำให้ท่านเป็นผู้ประสบความสำเร็จที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาคนแรกที่ผมรู้จัก ที่ไม่กล่าวอ้างว่าความสำเร็จทั้งหลายมาจากความมานะพยายามหรือความเฉลียวฉลาดของตัวเองเสียทั้งหมด (แม้ว่าเอาเท่าที่ผมได้ฟังและพิจารณาอย่างเป็นธรรม ถ้าท่านผู้นั้นจะอ้างกล่าวเหมาเคลม ก็ไม่ได้น่าเกลียดอันใดเลยโดยแท้จริง)
ในช่วงสี่ห้าปีหลังนี้ แนวทางการเขียนเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของธุรกิจหรือผู้ประสบความสำเร็จที่ได้รับความนิยมที่สุด คือการใช้วิธีแบบการนำเสนอเรื่องราวเหมือนเรื่องเล่า หรือ (Story telling) ที่จะต้องมีพล็อตเหมือนการเขียนเรื่องสั้นหักมุม มีจุดเริ่มต้น จุดวิกฤต คลี่คลาย และเติบโต
เรื่องจริงที่เล่าแบบ “นิยาย” หรือ “เรื่องสั้น” นี้มีรสชาติกว่าการเล่าประวัติกิจการแบบเรียบราบตามเส้นเวลาเช่นที่เคยใช้กันในยุคก่อนหน้า จึงสร้างความประทับใจและเข้าถึงผู้อ่านผู้เสพสารได้มากกว่า ในที่สุดแนวทางการเล่าเรื่องแบบจากตกต่ำติดดินสู่เติบโตไต่ดาว หรือม้าแกลบที่โตไปเป็นยูนิคอร์น จึงแพร่หลายเป็นเหมือนรูปแบบบังคับ ซึ่งบางทีก็มากเกินไป
ถ้าชีวิตของผู้ที่ถูกเล่าเรื่องนั้นมี “ของ” หรือมีจุดพลิกผันจริงๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตขึ้นจากจุดหักเห ดิ้นรนจนพ้นวิกฤตก็ว่าไป แต่ในบางครั้งสำหรับบางท่านบางเรื่องก็ออกจะฝืนๆ และลากถูเกินไปหน่อย เช่น “จากวิฤตติดหนี้เป็นล้าน กลายเป็นเจ้าของกิจการพันล้านได้อย่างไร” ซึ่งพอไปอ่านเรื่องของเจ้าตัวเข้าก็พบว่า หลังจากที่การเริ่มธุรกิจแรกนั้นประสบปัญหาจนมีหนี้สินรุงรังหลักล้าน ท่านผู้นั้นก็ได้รับการติดต่อจากญาติมิตรให้หยิบยืมเงินใส่เข้ามาให้สู้ต่อในธุรกิจได้อีกเป็นสิบล้าน กิจการเลยรอดพ้นจากหายนะในรอบแรกนั้นและประคองตัวทะยานขึ้นได้เมื่อโอกาสมาถึง ซึ่งก็แน่นอนว่ามันต้องประกอบด้วยความสามารถและความเพียรของเจ้าตัวด้วย แต่นั่นก็ทำให้ผู้อ่านรู้สึกขบขันว่า แบบนี้ก็ได้รึ
หรือบางเรื่องที่ผู้เขียนพยายามจนเกินพอดี ก็กลายเป็นเรื่องน่าหมั่นไส้ไปเสียอย่างนั้น เช่น “เริ่มต้นจากเด็กล้างจาน … เติบโตไปสู่…” ซึ่งพอไปอ่านดูก็ได้ความว่า ไอ้ที่ไปเป็นเด็กล้างจานนั้นคือการเริ่มฝึกงานในกิจการของครอบครัว
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปีสองปีที่ผ่านมานี้ การเขียนเล่าเรื่องในแนวนี้เริ่มเสื่อมความนิยมลงไป ประการหนึ่ง คือเพราะวิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนมุ่งเน้นการเอาตัวรอด ประคองตัวไปให้เสมอตัวสักเท่าช่วงก่อนมีโรคระบาดก็บุญแล้ว เรื่องว่าจะประสบความสำเร็จพลิกชีวิตอะไรขนาดนั้นรอก่อนได้
อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ทางการเมืองของสังคมในช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่าน ทำให้ผู้คนมองปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำและเริ่มพูดถึงกัน คนเริ่มรู้แล้วว่าคำว่าขยันผิดที่ไม่มีทางรวยนั้นอาจจะไม่จริง เพราะที่อันถูกนั้นถูกจับจองไว้ก่อนหน้าแล้วด้วยผู้ที่เกิดมาถึงพร้อมด้วยโอกาสมากกว่า
เนื้อหาเรื่องเล่าประเภทเริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลยหรืออาจจะติดลบเพราะเป็นหนี้เป็นสินถูกตั้งคำถามว่า ไอ้ที่ว่า “ไม่มีอะไรเลย” นี่หมายถึงเฉพาะไม่มีกิจการนั้นตั้งต้นมาก่อนหรือเปล่า โดยลืมพูดว่าทุนรอนตั้งต้นนั้นมาจากทางบ้านหรือครอบครัวหรือไม่ และการมีหนี้สินติดลบหรือล้มละลายมาก่อนนั้น ก็อาจจะแปลว่าก่อนหน้านี้มีเครดิตพอที่จะกู้เงินมา “ติดลบ” ได้ ซึ่งถ้าเครดิตนั้นยังเหลือ โอกาสที่จะระดมทุนไปสู้ใหม่ในยกต่อไปก็ยังมี
ไม่ต้องนับว่า หากบทสัมภาษณ์หรือข้อเขียนของผู้ประสบความสำเร็จในรูปแบบนั้น ดันเกิดจะมีคำแนะนำหรือทัศนะบางอย่างที่เหมือนจะไปกระแทกใจผู้คนส่วนใหญ่ในลักษณะที่ชี้ทางตรงหรือทางอ้อมว่า ที่คนอย่างพวกเขาประสบความสำเร็จได้นั้น เพราะเขาได้พยายามทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ ไม่ใช่เงินหรือใช้ชีวิตอย่างที่คนส่วนใหญ่ใช้
คล้ายเป็นว่าผู้พูด หรือคนเขียนเนื้อหาพวกนี้พยายามส่งสารออกมาที่แปลกันตรงๆ คือ “ที่พวกนายไม่รวยอย่างฉัน ก็เพราะขี้เกียจ ใช้เงินไม่เป็น ไม่รู้จักลงทุนหรือไขว่คว้าโอกาสเองไง อย่าโทษอย่างอื่นเลยพวก”
ทำให้ในระยะหลังๆ เนื้อหาประเภทนี้เมื่อมีใครแชร์หรือกล่าวถึงมา ก็จะเลี่ยงที่จะเกิดดราม่าเสีย
ไม่ได้ กระนั้นเนื้อหาคอนเทนต์ประเภทนี้ก็รอวันว่าจะมีเคสไหนที่โดดเด่นเป็นยูนิคอร์นเปล่งประกายสีรุ้งขึ้นมา เมื่อนั้นก็เตรียมได้อ่านเรื่องราวประเภท “จากเด็ก …ฯลฯ… สู่ยูนิคอร์นหมื่นล้าน” แบบนี้ไว้ได้เลย
โดยเฉพาะถ้าเรื่องเล่าไหนแข็งแรงพอ ก็จะทำให้ฝ่าย “ความเหลื่อมล้ำคือข้ออ้าง” “ชะตาฟ้าหรือจะสู้มานะคน” นั้นเข้มแข็งเถียงยากขึ้นมาอีก
กระนั้นหากกล่าวกันอย่างยุติธรรมแล้ว อาจต้องยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายก็ “มองข้าม” ประเด็นใหญ่ซึ่งกันและกันไป
สําหรับฝั่งฝ่ายที่เชื่อในเรื่อง “ความมานะพยายามคือคำตอบของการประสบความสำเร็จ” ก็ละเลยเรื่องความมีอยู่จริงของ “ความเหลื่อมล้ำและโอกาส” อันนี้คงไม่ต้องกล่าวถึงมากนัก
แต่ฝั่งที่เชื่อเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” เอง ก็ติดกับดักที่จะ “ดูเบา” ความมานะพยายาม หรือการลงแรงต่อสู้หรือการใช้ไหวพริบความคิดสร้างสรรค์ในการฝ่าวิกฤตของอีกฝ่ายหนึ่งเช่นกัน บางทีก็ด้อยค่าความพยายามเหล่านั้น ราวกับว่าพวกเขาชนะเพียงแค่เพราะเกิดมาถูกท้องพ่อท้องแม่โดยแท้หาได้มีความสามารถอะไรไม่
บ้างถึงกับว่า ทฤษฎีความสำเร็จจากตะวันตก เช่นเรื่องความบากบั่นไม่ย่อท้อ (GRIT) หรือกรอบคิดทางความสำเร็จ (Growth Mindset) เป็นเรื่องเหลวไหลไร้ประโยชน์สิ้นดีในสังคมที่เต็มไปด้วยความ
เหลื่อมล้ำ ซึ่งถ้าไม่แก้ไขเรื่องนี้ก่อน ก็ไม่ต้องไปหาวิธีพัฒนาตัวเองอันใด
มันอาจจะมีคำตอบที่เป็นกลางกว่านั้น ถ้าเรายอมรับว่าความสำเร็จต่างๆ ไม่ว่าจะในทางใดของมนุษย์ เกิดจากปัจจัยหรือสมการ ได้แก่ผลคูณของ “โอกาส” กับ “ความมุ่งมั่นพยายาม”
ความเหลื่อมล้ำนั้นถ้ามีอยู่จริง ก็เป็นปัจจัยเสริมลงไปบวกลบไปตัวแปรฝั่ง “โอกาส” เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลต่อผลลัพธ์ คือความสำเร็จโดยรวมอย่างไร ก็ขึ้นกับว่าตัวคูณนั้นมีมากแค่ไหน
คนที่เริ่มต้นจากพื้นฐานที่อย่างน้อยสมมุติว่าเกิดมาในบ้านคนชั้นกลางที่ไม่มีภาระต้องส่งเสียพ่อแม่ครอบครัว ตรงนี้ค่าโอกาสอาจจะอยู่ที่ 5 และถ้าเขาใส่ค่าความมุ่งมั่นขยันขันแข็งลงไปในระดับกลางๆ (ทำงานตามหน้าที่วันละ 8 ชม. เสร็จงานก็พักผ่อน) คือ 5 เท่ากับผลลัพธ์แห่งความสำเร็จของเขาจะเป็น 25
เราจะลองตั้งว่า ค่า 25 นี้ เป็นค่าสมมุติ เกณฑ์ปานกลางที่จะอยู่ได้อย่างสุขสบายในสังคมไว้ก่อน
เช่นนี้ คนที่เริ่มต้นจากที่บ้านมีทุนรอนมีกิจการปานกลางระดับ SME หรือเป็นข้าราชการระดับสูง ที่พอจะสนับสนุนด้านการศึกษาหรือการทำงานลงทุนของเขาได้บ้าง ค่าโอกาสของเขาอาจจะเป็น 7 หากเขาใส่ความมุ่งมั่นลงไปเท่ากับคนแรก ค่าความสำเร็จของเขาก็จะเป็น 35 ซึ่งเยอะกว่ากันมากแล้ว หรือแม้จะย่อหย่อนลงไปหน่อยๆ เป็นใส่ความพยายามแค่ 4 ก็จะยังเป็นค่าความสำเร็จที่ 28 ชนะคนขยันที่มีโอกาสปานกลาง และก็จะมีชีวิตค่อนไปในทางสบายกว่าคนชั้นกลางส่วนใหญ่แล้ว
แต่ถ้าเป็นกรณีของคนที่เริ่มต้นมาจากจุดที่แย่กว่านั้น เช่นทางบ้านมีหนี้สิน หรือมีพ่อแม่ป่วยไข้ต้องเลี้ยงดู อาจจะเริ่มต้นที่ 4 หากใส่ความพยายามลงไปเอาแค่ระดับปานกลาง ก็จะได้ค่าความสำเร็จที่ 20 ซึ่งห่างจากค่ากลางอยู่ ดังนั้นถ้าใครเริ่มต้นจากจุดนี้ หากอยากจะอยู่ให้ได้ในระดับสบาย ก็อาจจะต้องใช้ความพยายามเพิ่มลงไปอีก เช่น ต้องทำงานหนักกว่าคนทั่วไปสักวันละ 1-2 ชั่วโมง เป็นค่าความพยายาม 6 ถึง 7 ก็ถึงจะพอหายใจหายคอได้ คือ 24 หรือ 28 ซึ่งตัวเลขหลัง เทียบได้กับคนเกิดมาสบายแล้วย่อหย่อนต่อชีวิตลงไปบ้างเท่านั้นเอง
และเราไม่ต้องพูดถึงกรณีสุดโต่ง เช่นเกิดมาเพียบพร้อมทางบ้านมีทุนรอนหรือมีกิจการ ที่เริ่มต้นที่ประมาณ 8-9 แล้วใส่ความพยายามเต็มเหนี่ยวลงไปถึง 10 ก็แน่นอนว่าเขาจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนทั่วไปไม่รู้กี่เท่า ผุดเกิดขึ้นมาเป็นตำนานยูนิคอร์นให้เขียนถึงกัน
ในทางตรงกันข้าม คนที่เริ่มต้นมาจากจุดที่ย่ำแย่สุดสุด 1-2 ให้ใส่ความพยายามลงไปเท่าคุณยูนิคอร์นข้างต้น บางคนก็ยังจนกว่ามาตรฐานอยู่ (10) หรือไม่ก็แค่ “เกือบสบาย” (20)
คงต้องอาศัยกำลังใจมหาศาลเหมือนกันที่สองคนหลังจะใส่พลังความมุ่งมั่นของตัวเองลงไป 8-10 เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แค่เกือบรอดชีวิตไปแบบตึงๆ
อยากให้ลองจินตนาการแทนค่าสมการข้างต้นแล้วให้ค่าโอกาสและความเพียรกันดู ถ้าไม่ใจร้ายเกินไป
ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายไหน คงจะเข้าใจประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำอย่างกลมกล่อมขึ้น
สารภาพว่าคอลัมน์นี้เขียนขึ้นเพราะความเจ็บปวดที่ไปเห็นข้อความหนึ่งที่ถกเถียงกันเรื่องราวความสำเร็จของ Startup อายุน้อยร้อยคูณร้อยล้านท่านหนึ่ง ฝ่ายแรกบอกว่า เพราะเด็กหนุ่มนั้นมีพื้นฐานที่ดีจึงประสบความสำเร็จ ไม่เห็นต้องไปตื่นเต้นอะไร ก่อนจะมีอีกคนมาแย้งว่า แต่เขาทำงานวันละ 14 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ จะบอกว่าเขาไม่ได้ใช้ความเพียรพยายามอะไรอยู่หรือ
เมื่อฝ่ายแรกกลับมาโต้ว่า สาวโรงงานก็ทำงานกันอย่างนั้นก็ไม่เห็นจะรวย อันเป็นการเปิดช่องให้
กองเชียร์ยูนิคอร์นสวนด้วยท่าไม้ตายว่า “ขยันผิดที่ สิบปีก็ไม่รวยครับ”
อยากให้ทั้งสองท่าน หากมีโอกาสได้อ่านคอลัมน์นี้ เผื่อจะใคร่ครวญมองอีกมุมหนึ่งดูบ้าง
กล้า สมุทวณิช

