ย้อนดูข้อเสนอเรื่องมาตรา 112 ของคณะกรรมการ คอป. ที่มี ศ.คณิต ณ นคร เป็นประธาน

การถกเถียงเรื่อง ม.112 ไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนดูข้อเสนอเรื่องมาตรา 112 ของคณะกรรมการ คอป. ที่มี ศ.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ตั้งเมื่อปี 2553 เตือนระวังการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันฯ

ท่ามกลางข้อเสนอการถกเถียงเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในรอบเดือนที่ผ่านมา โดย ส.ส.ฝ่ายค้านส่วนหนึ่งเสนอว่าจะมีการนำเสนอวาระการแก้ไขเข้าสู่สภา ท่ามกลางการคัดค้านและสนับสนุนจากหลายฝ่าย แม้แต่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาแสดงความเห็นเรื่องดังกล่าว ขณะที่ฟากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาส่งเสียง ยืนยันจะไม่แก้ไขแน่นอน

แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แกนนำผู้ชุมนุม 3 คน ที่ขึ้นเวทีปราศรัยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข้อเสนอ 10 ข้อปฏิรูปสถาบันฯ เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ทำให้การถกเถียงเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ร้อนขึ้นไปอีก

ย้อนกลับไปในอดีต การพูดถึงเรื่องมาตรา 112 เคยถูกพูดถึงมาแล้วอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่ถูกแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี นั่นคือคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่ถูกตั้งขึ้นในปี 2553

Advertisement

หลังเหตุสลายการชุมนุมในปี พ.ศ.2553 ที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากจบลงไปไม่ถึงเดือน รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แต่งตั้ง ‘คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)’ เพื่อตรวจสอบและค้นหาความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงเดือน เมษายนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 รวมตลอดถึงประเด็นที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งและเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ขณะนั้น เดินทางไปหา นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เพื่อเชิญเป็นประธาน คอป. ในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงกฎหมาย โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการคือ เยียวยาและฟื้นฟูบุคคล สังคม องค์กร และสถาบันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ความรุนแรงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตามแนวทางความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และความยุติธรรม ทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปรองดองในประเทศต่อไป และวางมาตรการเพื่อลดความขัดแย้งในสังคมไทย และป้องกันมิให้เกิดเหตุความรุนแรง และความสูญเสียขึ้นอีกในอนาคต

สำหรับคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ และเลขานุการ ประกอบด้วย

ศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ประธานกรรมการ
นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ กรรมการ
รองศาสตราจารย์จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย กรรมการ
รองศาสตราจารย์เดชา สังขวรรณ กรรมการ
นายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์รณชัย คงสกนธ์ กรรมการ
นายสมชาย หอมลออ กรรมการ
นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ กรรมการ
รองศาสตราจารย์สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล กรรมการ
นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เลขานุการ

เนื้อหาของรายงานข้อสรุปส่วนหนึ่งได้พูดถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถาบันฯ ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจนถึงปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความหวาดระแวงและการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจ (Power Shift) ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้งซึ่งไม่ต้องการสูญเสียอำนาจหรือผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ อันนำมาซึ่งความพยายามในการรักษาสถานภาพ (Status Quo) ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของตนเองหรือพวกพ้อง รวมทั้งมีการกล่าวอ้างสถาบันฯซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติเพื่อสร้างความชอบธรรมหรือแรงสนับสนุนจากมวลชนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อประโยชน์ในการรักษาสถานภาพดังกล่าว

การดึงสถาบันฯมาเกี่ยวข้องกับประเด็นและความขัดแย้งในทางการเมืองทำให้ปัญหาทางการเมืองลุกลามบานปลายจนเกิดความแตกแยกของประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสถาบันฯและส่งผลให้คนบางส่วนเกิดการต่อต้านสถาบันฯ และกระทำการจาบจ้วงหรือกระทบกระทั่งต่อสถาบันฯ ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ยังปรากฏว่ามีการนำกฎหมายหมิ่นสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูทางการเมืองโดยโจมตีฝ่ายตรงข้ามว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันฯ ส่งผลให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาเกิดความคับแค้นใจ และส่งผลร้ายต่อสถาบันฯ คอป.จึงมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

คอป.เห็นว่าข้อเสนอแนะที่ผ่านมาของของ คอป.เกี่ยวกับสถาบันฯยังไม่ได้รับการปฏิบัติตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักการเมือง พรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ซึ่งยังคงพาดพิงหรือมีพฤติกรรมที่นำสถาบันฯมาเป็นประเด็นทางการเมือง คอป. ขอให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่าการกล่าวอ้างสถาบันฯเพื่อผลประโยชน์ในทางการเมืองจะยิ่งทำให้สถาบันฯตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นและกระทบต่อความมั่นคงของชาติ คอป.ขอเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของ คอป.ว่า “ในห้วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองเช่นนี้ ทุกฝ่ายควรแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะยกย่องเทิดทูนสถาบันฯให้เป็นสถาบันฯที่อยู่เหนือจากความขัดแย้งทางการเมือง” และทุกฝ่ายต้องงดเว้นการกล่าวอ้างถึงสถาบันฯเพื่อประโยชน์ในทางการเมืองกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

คอป.เรียกร้องให้นักการเมือง พรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองหารือกันอย่างจริงจังเพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินการให้เกิดผลอันเป็นการเทิดทูนสถาบันฯให้อยู่เหนือความขัดแย้งในทางการเมือง โดยอาจกำหนดชัดเจนเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้สถาบันฯอยู่ในสถานะที่สามารถดำรงพระเกียรติยศได้อย่างสูงสุดภายใต้รัฐธรรมนูญและสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลควรสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำความเข้าใจร่วมกันของสังคมเกี่ยวกับสถานะและบทบาทของสถาบันฯในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสถาบันฯและให้มีเวทีให้บุคคลที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างสร้างสรรค์โดยสันติวิธี เพื่อแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมในการเทิดทูนให้สถาบันฯอยู่เหนือความขัดแย้งในทางการเมืองโดยสอดคล้องกับพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย

ส่วนประเด็นกฎหมายหมิ่นฯนั้น

คอป.ระบุว่า การใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันฯ กล่าวคือ มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ในทางการเมืองนั้น นอกจากจะไม่เป็นการปกป้องสถาบันฯแล้ว ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลดความขัดแย้งและสร้างความปรองดองในชาติด้วย ที่ผ่านมา คอป.จึงได้เสนอแนะแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันฯและเสนอแนะให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นสถาบันฯ แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาหรือนำไปปฏิบัติตาม คอป.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อเสนอแนะของ คอป.ในประเด็นดังกล่าวไปปฏิบัติตามด้วย เพราะจากการสังเกต คอป.พบว่าในความผิดที่บุคคลสาธารณะ (Public Figure) ตกเป็นผู้เสียหายนั้น ระบบกฎหมายของไทยยังไม่มี “ความผิดที่ต้องให้อำนาจ” (Authorization Delict) บุคคลในกระบวนการยุติธรรมจึงดูจะดำเนินคดีไปในทิศทางที่เกิดจากความกลัวหรือประจบประแจง

คอป.เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันฯ ตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญามีการระวางโทษในอัตราที่สูงไม่ได้สัดส่วนกับความผิด จำกัดดุลพินิจของศาล ในการกำหนดโทษที่เหมาะสม ไม่มีความชัดเจนในขอบเขตที่เข้าข่ายตามกฎหมาย และยังเปิดโอกาสให้บุคคลใดๆ สามารถกล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีได้ ทำให้กฎหมายดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกลั่นแกล้งบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือกำจัดศัตรูในทางการเมือง คอป.จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลและรัฐสภาจักร่วมกันแสดงความกล้าหาญในทางการเมือง เพื่อขจัดเงื่อนไขของปัญหาจากกฎหมายดังกล่าวด้วยการแก้ไขกฎหมายหมิ่นสถาบันฯ โดยศึกษานโยบายทางอาญาของประเทศต่างๆ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมาปรับใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาแก้ไขกฎหมาย ทั้งนี้ สถาบันฯเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในสังคมไทยการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวของรัฐบาลและรัฐสภาจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูงว่าจะไม่ทำให้ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น โดยมีกระบวนการที่เปิดให้ภาคส่วนต่างๆ มีส่วนร่วมหรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง เพื่อแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

ในระหว่างที่ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นสถาบันฯ คอป.ขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในการกำกับการใช้อำนาจรัฐและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมพึงระมัดระวังในการนำเอากฎหมายหมิ่นสถาบันมาใช้ในเวลาที่มีความขัดแย้งทางการเมืองเช่นนี้ โดยดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้ที่จาบจ้วงล่วงละเมิดด้วยเจตนาร้ายต่อสถาบันฯอันเป็นที่สักการะและหวงแหนของปวงชนชาวไทย แต่ไม่ควรนำมาตรการในทางอาญามาใช้อย่างเคร่งครัดจนเกินสมควร โดยขาดทิศทางและไม่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนของคดี นอกจากนี้ ยังต้องหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันให้กว้างขวางหรือครอบคลุมลักษณะการกระทำที่นอกเหนือไปจากที่กฎหมายบัญญัติไว้เนื่องจากจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครอง เช่น การแสดงความคิดเห็นอย่างสุจริต การวิพากษ์วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ตามครรลองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

คอป.พบว่าการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเกี่ยวกับคดีหมิ่นสถาบันมีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบ และการดำเนินงานยังไม่สอดคล้องหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คอป.จึงเห็นว่า รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันมีความเป็นเอกภาพ และดำเนินงานร่วมกันอย่างบูรณาการโดยกำหนดให้มีกลไกหรือองค์กรในการกำหนดนโยบายทางอาญาที่เหมาะสม สามารถจำแนกลักษณะคดีและกลั่นกรองคดีที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นสถาบัน โดยพิจารณาจากความหนักเบาของพฤติกรรมเจตนา แรงจูงใจในการกระทำ สถานภาพของบุคคลที่กระทำ บริบทโดยรวมของสถานการณ์ที่นำไปสู่การกระทำ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำและการดำเนินคดี โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดขึ้นจากการถวายพระเกียรติยศสูงสุดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญ

รัฐบาลต้องส่งเสริมการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีหมิ่นสถาบันฯ ให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง เหมาะสม และสอดคล้องกัน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ คอป.เน้นย้ำถึงความสำคัญของอัยการในการใช้ดุลพินิจสั่งคดีดังที่ คอป.เคยได้เสนอแนะไปแล้วว่า “อัยการซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการใช้ดุลพินิจว่าจะดำเนินคดีหรือไม่ ควรให้ความสำคัญกับแนวทางการสั่งคดีโดยใช้ดุลพินิจ (Opportunity Principle) ซึ่งเป็นอำนาจของอัยการอันเป็นสากล แม้ว่าคดีมีหลักฐานเพียงพอในการสั่งฟ้อง แต่อัยการต้องให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบผลดีผลเสียในการดำเนินคดีด้วย…อันเป็นแนวทางที่ใช้อยู่ในประเทศที่มีสถาบันฯ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น”

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image