หน้าแรก การเมือง สกู๊ปหน้า 1 :...

สกู๊ปหน้า 1 : สีสัน-กลยุทธ์ หาเสียงเลือก ‘อบต.’

13.11.21 | 08:02 น.

สีสัน-กลยุทธ์ หาเสียงเลือก ‘อบต.’

หลังเปิดรับสมัครเลือกตั้งผู้บริหาร และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ใกล้ถึงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 28 พฤศจิกายน ผู้สมัครต่างลงพื้นที่หาเสียงในพื้นที่หมู่บ้านชุมชน ทั้งติดตั้งป้ายหาเสียง เพื่อแนะนำทีมงาน นโยบาย สร้างสีสัน รวมถึงพบการกระทำเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งเป็นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต.ท้องถิ่นและ กกต.จังหวัดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในพื้นที่ จ.พิษณุโลก พบผู้สมัครติดป้ายหาเสียงสร้างความโดดเด่น เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่จดจำชื่อ และทีมผู้สมัครได้แม่นยำ วาริน หอมสุด ชื่อเล่นจิ๋ม ผู้สมัคร ส.อบต.วังทอง อ.วังทอง ติดป้ายแนะนำ 6 ป้าย เหมือนผู้สมัครรายอื่น ใช้ข้อความ “จิ๋ม หอมสุด เบอร์ 3”สร้างความฮือฮา สะดุดตาผู้พบเห็น มีการถ่ายภาพนำไปแชร์เผยแพร่ในโซเชียล

เจ้าของป้ายเล่าว่า สั่งทำป้าย “วาริน หอมสุดชื่อเล่นจิ๋ม” แต่โดยไม่คิดว่าร้านป้ายจะนำชื่อไปเขียน “จิ๋ม หอมสุด” ในวันแรกที่ลงพื้นที่ไปติดป้าย ยอมรับว่ารู้สึกเครียด แต่หลังจากมีคนนำไปโพสต์ลงโซเชียล ทำให้มีคนอื่นรู้จักไปทั่ว มีกระแสตอบรับดีมาก เพราะเป็นคำกำกวม แปลก ชวนตลกเฮฮา เวลาลงพื้นที่หาเสียงมีชาวบ้านออกมาทักทาย บ้างเรียกชื่อ “วาริน จิ๋มหอมสุด” บ้างก็เรียกแค่ “จิ๋มหอมสุด” ชาวบ้านบางคนบอกว่า ไม่ต้องออกมาหาเสียงก็ได้เพราะชื่อเสียงดังมาก ดังไปทั่วประเทศแล้วแต่ยังคงเคาะประตูบ้านหาเสียงเหมือนเดิมเพราะมีคู่แข่งหลายคน ที่สำคัญต้องการให้ชาวบ้านว่า “อย่าจำเฉพาะชื่อ ขอให้จำเบอร์ 3” ด้วย ถือเป็นอีกกลยุทธ์ที่ทำให้คนจดจำผู้สมัคร ส.อบต.วังทองได้ดีอีกทางหนึ่ง

ที่ จ.เชียงใหม่ บรรยากาศการหาเสียงติดป้ายค่อนข้างเรียบร้อย พบเพียงบางพื้นที่ผู้สมัครติดป้ายไม่ถูกระเบียบ ที่มีสีสันเล็กน้อยเห็นจะเป็นที่ อบต.แม่วิน อ.แม่วาง เกศริน ตุ่นแก้ว อดีตนายก อบต.แม่วิน กลุ่มพัฒนาแม่วิน ทำป้ายหาเสียง โดยนำทีมผู้บริหารสวมเสื้อผ้าชุดประจำเผ่าตามชาติพันธุ์ที่อยู่ในพื้นที่ มีทั้งชุดชาวล้านนา ม้ง กะเหรี่ยง พร้อมนโยบายท้องถิ่น ที่เน้นย้ำแนวทางพัฒนาที่ทั่วถึง และเน้นความปรองดอง สามัคคี ไม่แบ่งแยก

ลงใต้ไปที่ จ.สงขลา มีการเลือกตั้ง อบต. 92 แห่ง บรรยากาศหาเสียงโดยรวมค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องมาจากจังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่สีแดงเข้มในสถานการณ์การการระบาดโรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้ผู้สมัครหาเสียงอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะบางพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ผู้สมัครจะงดลงพื้นที่แนะนำตัวในช่วงที่มีการระบาด เพื่อลดความกังวลของชาวบ้านในพื้นที่ ยังไม่รวมสภาพอากาศในเดือนพฤศจิกายนที่มีฝนฟ้าอากาศเป็นอุปสรรคหนึ่งในการออกหาเสียงในพื้นที่ ทำให้สีสันของการหาเสียงอยู่ที่การขึ้นป้ายแนะนำตัว รวมถึงใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นส่วนใหญ่

Advertisement

พะเยีย ศิริโชติ ผอ.กกต.สงขลา กล่าวว่า การเลือกตั้ง อบต.ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักขึ้นกว่าการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งคราวเดียวพร้อมกันทั้ง 92 อบต.แต่ยังอยู่ในวิสัยที่ปฏิบัติกันได้ ล่าสุด มีเรื่องร้องเรียนการกระทำผิดกฎหมายมาแล้ว 2 เรื่องอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยผู้สมัครยังใช้กลยุทธ์ทุจริตในรูปแบบเดิม เช่น เสนอให้ทรัพย์ หรือผลประโยชน์อื่นๆ เพื่อจูงใจให้ประชาชนลงคะแนนให้

ช่วงใกล้ๆ ถึงวันเลือกตั้ง อาจจะพลิกแพลงการทุจริตที่เปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ ส่วนพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันรุนแรง ยังเป็นพื้นที่เดิมๆ เช่น อ.ระโนด อ.เทพา ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ฝังตัวเพื่อดูแลการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บางพื้นที่มีการเมืองระดับชาติเข้าไปมีส่วนพัวพันบ้าง เนื่องจากเป็นเรื่องของเครือญาติบ้าง หรือมีการช่วยเหลือกันมาก่อน ซึ่งประชาชนในพื้นที่จะทราบกันดี

แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แต่การหาเสียงยังมีทั้งการใช้รถแห่ แจกแผ่นปลิวแนะนำตัวและนโยบาย ซึ่งอาจไม่ได้มีการพบปะกับประชาชนเจ้าของคะแนนเสียง และสื่อออนไลน์ เป็นประโยชน์และมีการใช้ในการหาเสียงกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

ช่วงการเลือกตั้งแล้วเสร็จ และมีผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการออกมาแล้ว อาจมีการยื่นเรื่องร้องเรียนการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเข้ามายัง กกต.เพิ่มมากขึ้น

ซึ่งได้จัดเตรียมพร้อมรับเรื่องเหล่านี้ รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

ส่วนที่ จ.นครศรีธรรมราช จะมีการเลือกตั้ง 130 อบต. ซึ่งมีผู้สมัคร ส.อบต. 2,896 คน และสมัครนายก อบต. 280 คน ผู้สมัครแต่ละพื้นที่ยังคงลงพื้นที่หาเสียงตามรูปแบบเดิมๆ เช่น ขึ้นป้ายหาเสียงไวนิล รถแห่ประชาสัมพันธ์ไปตามหมู่บ้าน แจกบัตรเล็กแนะนำตัว และประชาสัมพันธ์ทางสื่อโซเชียล การหาเสียงยังไม่มีใครร้องเรียนคู่ต่อสู้ มีเพียงต่างเก็บข้อมูลของแต่ละฝ่ายเพื่อยื่นร้องเรียนหลังวันเลือกตั้ง โดยผู้สมัครส่วนใหญ่เป็นคนเก่าในพื้นที่ แข่งกับกลุ่มผู้นำท้องถิ่น กลุ่มผู้มีอิทธิพล กลุ่มคนนักการเมือง กลุ่มอิสระมีน้อย

นายปรีชากร โมลิกา ประธานเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อคนนคร กล่าวว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้เหมือนเป็นพิธีการเพื่อให้จบๆ เพราะ 7-8 ปีที่ผ่านมาที่ประชาชนหวังจะให้มีการเลือกตั้งก็หวังไม่ได้ คนที่เข้ามาทำหน้าที่ไม่คิดจะพัฒนา แต่เข้ามาเพื่อถอนทุนคืน เพราะคนเหล่านี้เคยทำงานให้นักการเมืองมาก่อน เคยเกี่ยวข้องกับการเมืองชาติมาก่อน จึงไม่แปลกที่คนเหล่านี้คือฐานของนักการเมืองระดับชาติที่อยู่ในร่องเดียวกัน และมีพฤติการณ์ พฤติกรรม เหมือนๆ กัน เดินแบบเดียวกัน จากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน ได้ยินชัดเจนว่า “เงินไม่มา อย่าหวังไปเลือกตั้ง” หรือ “เงินน้อยเลือกเงินมาก” ได้ยินแล้วเหมือนย้อนกลับไปที่เก่า แล้วบ้านเมืองจะก้าวหน้าได้อย่างไร ไม่ได้ช่วยชาติแบบที่นายกรัฐมนตรีพูด

“ขณะที่กลยุทธ์การหาเสียงโค้งสุดท้ายมีรูปแบบแปลกๆ ที่นำมาใช้ พบชัดเจนในร้านน้ำชา ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการกระจายเงินสู่หัวคะแนน กลวิธีอันแยบยลแต่ละหมู่บ้านคือ ผู้มีสิทธิไม่เกิน 700-1,000 คน หัวคะแนนสามารถชี้ได้ว่าใครเลือกใคร ดังนั้นเงินยังเป็นชี้วัดการเลือก ร้านน้ำชาจึงเป็นวงพนันย่อยๆ ที่ใช้เงินโดยไม่ต้องจ่ายในการเล่น แม้แต่ร้านขายของชำ พบการซื้อเสียงทั้งในรูปแบบการแจกคูปอง หรือโอนเงินโอนไวจ่ายซื้อสินค้าแนวทางกับโครงการรัฐบาล คือ เข้าไปซื้อของได้ในวงเงินที่กำหนด ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภค มีการเลือกตั้งทุกครั้งเงินจะสะพัดที่ร้านน้ำชา ร้านขายของชำ เพราะง่ายต่อการนำเงินเข้าออก เป็นรูปแบบที่หน่วยงาน กกต.ไม่มีวันรู้ สำหรับชาวบ้านแล้ว เงิน 100 บาทมีค่าต่อครอบครัวมาก ชาวบ้านไม่มีคือไม่มี สังคมชายขอบยังขาดการเหลียวแลอีกมาก” นายปรีชากรเผย

จากการสำรวจ ยังพบชาวบ้านบางพื้นที่ในตำบลไชยมนตรี อ.เมืองนครศรีธรรม แขวนริ้วธงสีขาวหน้าบ้าน เขียนข้อความชัดเจน “บ้านนี้ไม่ขายเสียง” สาเหตุเกิดจากมีหัวคะแนนนำเงินมาแจกหัวละ 500 บาท และผู้สมัครบางรายยึดบัตรประชาชน ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ จึงพร้อมใจกันติดริ้วธงสีขาวหน้าบ้าน

จ.อุบลราชธานี ผู้สมัครงัดกลยุทธ์เอาชนะคู่แข่ง มีทั้งการแจกเงินซื้อเสียง การทำลายป้ายหาเสียง ผลิตสื่อหาเสียงลงโซเชียล นอกจากนี้ผู้สมัครส่วนใหญ่จัดตั้งหัวคะแนนในแต่ละหมู่บ้าน รับผิดชอบเป็นครอบครัวใคร ครอบครัวมัน รวมไปถึงกลุ่ม อสม. ประธานกลุ่มสตรี บุคคลสำคัญในหมู่บ้าน จากนั้นหัวคะแนนจะเจาะเข้าไปพูดคุย เจรจาให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ผู้สมัคร อย่างไรก็ตาม จะมีประเภทผู้สมัครส่งหัวคะแนนมาทาบทามช่วยเหลือผู้สมัคร มีบ้างที่หัวคะแนนจะรับทั้งหมด เพราะจะได้เงินหลายทาง

สำหรับการแจกเงินซื้อเสียงขึ้นอยู่กับขนาดตำบล ตำบลใหญ่การแข่งขันจะสูงมาก แจกกันหัวละ 500-1,000 บาท ส่วนตำบลเล็กจะแจก 300-500 บาท และอาจมีแจกเพิ่มแถมในคืนหมาหอนและหน้าหน่วยเลือกตั้งอีก 200-700 บาท เพื่อความมั่นใจในเสียง

สำหรับผู้สมัครที่มีพรรคการเมืองหนุนหลังจะมีการแข่งขันกันสูงมาก ส่วนของเงินและปัจจัยในการสู้ศึกเลือกตั้ง ปัจจุบันพรรคการเมืองระดับชาติจะสนับสนุนแค่เพียงตัวเลขหลักหมื่นเท่านั้น แต่ถ้าอยากได้นอกรอบจะต้องมีหลักทรัพย์ เช่น โฉนดที่ดินในการไปเอาเงินเพื่อมาต่อสู้เอง บางตำบลต้องใช้เงินอย่างต่ำ 4 ล้านบาท เพราะมีผู้ใช้สิทธิมากและมีหลายหมู่บ้าน

ทั้งหมดเป็นเพียงสีสันส่วนหนึ่งในเลือกตั้ง อบต.ครั้งนี้!?!