รุ้ง-แนวร่วม แถลงค้าน ‘คำวินิจฉัยศาล รธน.’ ปลุก ปชช.ร่วมม็อบ 14 พ.ย.-ยืนยันปฏิรูป เพื่อธำรง ปชต.
เมื่อเวลา 10.35 น. น. วันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ The Connecion Seminar Center สี่แยกรัชดา-ลาดพร้าว 469 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมด้วยแนวร่วมประชาธิปไตย ได้แก่ นายธัชพงศ์ แกดำ หรือ บอย, นายกรกช แสงเย็นพันธ์ หรือปอ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG), น.ส.กตัญญู หมื่นคำเรือง หรือป่าน กลุ่มทะลุฟ้า ตัวแทนจากคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.), กลุ่มศาลายาเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่ม Supporter Thailand (SPT) ร่วมแถลงข่าวคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และทิศทางการเคลื่อนไหวในอนาคต
ทั้งนี้ ก่อนเริ่มอ่านแถลงการณ์ น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง เปิดเผยถึงการจัดกิจกรรมชุมนุมในวันพรุ่งนี้ 14 พฤศจิกายนว่า สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยนัดรวมพล 15.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เดินขบวนไปสนามหลวง
“กิจกรรมพรุ่งนี้สาระสำคัญของมันคือการต่อต้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ว่าด้วยการล้มล้างการปกครอง เราเห็นว่าในข้อความบางส่วนของการวินิจฉัยนั้น มีลักษณะและตรรกะที่เสมือนว่าประเทศเรานี้ปกครองด้วยระบอบอื่น อยากให้ทุกคนเตรียมพร้อมสำหรับเดินขบวนด้วย เราอาจจะต้องเดินไกลนิดหน่อย” น.ส.ปนัสยากล่าว
จากนั้น น.ส.ปนัสยาเป็นตัวแทนแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม อ่านแถลงการณ์ความว่า
แถลงการณ์ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีล้มล้างการปกครอง เราขอส่งสารนี้ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทุกท่าน
เนื่องด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อข้อเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันฯ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ศาลได้วินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวมีเจตนาล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรค 1 และสั่งการให้ผู้ที่ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 รวมทั้งกลุ่มองค์กรเครือข่าย เลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรค 2

“พวกเราขอยืนยันหนักแน่นว่า ข้อเรียกร้องของพวกเรา ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หรือเจตนาเป็นไปเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ พวกเราไม่อาจยอมรับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญนี้ได้
พวกเราขอประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการอีกครั้งว่า ด้วยจิตวิญญาณอันยึดมั่นต่อหลักนิติธรรม และหลักการทางกฎหมาย พวกเราเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจยอมรับได้ เนื่องจากไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดแย้งอย่างร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญฯ มีวัตถุประสงค์ใช้อำนาจโดยไม่สุจริต ในการกำราบ ปราบปรามศัตรูทางการเมือง
ทั้งนี้ ด้วยเหตุว่า ศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีหน้าที่วินิจฉัยความ โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยมีคำวินิจฉัยเป็นที่สุด ผูกพันทุกองค์กร โดยหลักการแล้ว การใช้อำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมถูกออกแบบให้มีลักษณะจำกัดเฉพาะในขอบเขตของศาล เพื่อป้องกันไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจเกินขอบเขต ไม่ให้พิจารณาคดีตามอำเภอใจ กลายเป็นผู้ทรงอำนาจการสถาปนารัฐธรรมนูญเสียเอง

ด้วยเหตุนี้ การใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตตัวบทกฎหมาย ไม่อาจใช้อำนาจเกินเลยไปกว่าขอบเขตที่ถูกบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญได้ ด้วยเพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ถือกำเนิดขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญเป็นปฐมเหตุ ดังนั้น การใช้อำนาจที่เกินขอบเขตหรือไม่ ดำเนินตามตัวบทของรัฐธรรมนูญ ย่อมถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ การใช้อำนาจดังกล่าว จึงย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นที่สุด และปราศจากผลผูกพันใดๆ ต่อทุกองค์กร” น.ส.ปนัสยากล่าว
น.ส.ปนัสยากล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันฯ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 มีวัตถุประสงค์เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยได้ยกเหตุผลต่างๆ นำเหตุผลทางประวัติศาสตร์มาสนับสนุน ทั้งที่ไม่ใช่สาระสำคัญของระบอบการปกครองประชาธิปไตยฯ พวกเราจึงขอถือโอกาสนี้อธิบายแก่ศาลรัฐธรรมนูญว่า โดยหลักการและตามรัฐธรรมนูญนั้น การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สาระสำคัญได้แก่
1.ส่วนของ ‘การปกครองในระบอบประชาธิปไตย’ อันหมายถึง รูปแบบการปกครองที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ผู้เป็นที่มาแห่งอำนาจของสถาบันทั้งปวง ผู้มีศักดิ์ศรีสิทธิเสรีภาพเสมอภาคภายใต้รัฐธรรมนูญ ทั้งยังได้รับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผล กำหนดทิศทางของรัฐด้วยตนเอง เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน
2.ส่วนการมี ‘พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ อันหมายถึงการกำหนดให้ตำแหน่งประมุขของรัฐ คือพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีที่มาจากการถ่ายทอดทางสายโลหิต จากองค์ก่อนหน้า โดยทรงสถานะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ทรงมีพระราชอำนาจได้แต่เชิงพิธีการ ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ประเทศทั้งหลายที่ปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ล้วนประกอบด้วยสาระสำคัญ 2 ประการข้างต้นทั้งสิ้น อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไป เช่น การจัดสรรงบประมาณรายปี การไม่มีส่วนราชการในพระองค์ การไม่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งความแตกต่างทั้งหลาย เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ถือเป็นสาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ

ด้าน นายกรกช หรือปอ อ่านแถลงการณ์ต่อว่า ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การเคลื่อนไหวเรียกร้องเพื่อการปฏิรูปสถาบันฯ อันมีข้อเรียกร้องเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ถือว่าเป็น ‘การกระทำที่มีเจตนาล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย’ พวกเราขอยืนยันด้วยความสัตย์จริงว่า นับตั้งแต่การประกาศ 10 ข้อเรียกร้อง จนถึงวินาทีนี้ ไม่มีสักเสี้ยวลมหายใจที่มีเจตนา และขอเรียกร้องทั้ง 10 ข้อที่ได้ประกาศ ไม่ได้เป็นไปเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่สถิตย์แห่งอำนาจอธิปไตย หรือทำลายศักดิ์ศรี สิทธิและเสรีภาพของประชาชน หรือปิดกั้นประชาชน เพื่อกำหนดทิศทางของรัฐ เปลี่ยนแปลงประมุขให้เป็นอื่น ข้อเรียกร้องทั้ง 10 ประการนั้น ไม่มีข้อใดที่เป็นไปตามคำวินิจฉัย อดีตที่ 3/2562 ที่ได้วางหลักคำว่า ‘ล้มล้าง’ ว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครอง ที่สุดจะแก้ไขกลับคืนได้ ถึงมีเจตนาทำลายล้างให้สูญสลายสิ้นไป ไม่ให้ดำรงอยู่ หรือมีอยู่อีกต่อไป
อย่างไรก็ดี เมื่อพวกเราพิจารณาคำวินิจฉัยนี้ รวมถึงการกระทำทั้งปวงขององคาพยพชนชั้นนำที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลักแห่งการปกครองประชาธิปไตยฯ เราเกิดข้อสงสัย ตั้งข้อสังเกต
พวกเราเห็นว่ามีข้อเท็จจริงหลายประการ ที่ศาลนำมาใช้ประกอบการพิจารณาคดี และสนับสนุนคำวินิจฉัย โดยที่พวกเรามิได้มีโอกาสนำเสนอพยานหลักฐาน เพื่อยืนยันหรือหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งนี้ พวกเราไม่อาจทราบได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ข้อมูลดังกล่าวมาจากที่ใดและเมื่อใด แต่ที่พวกเราทราบอย่างแน่แท้ คือแม้พวกเราจะได้ยื่นร้องขอมีการไต่สวน แสดงพยานหลักฐานหักล้าง ยืนยันข้อเท็จจริงทีมีอยู่ แต่กลับไม่เปิดโอกาสให้มีการไต่สวน โดยให้เหตุผลว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวน

น.ส.กตัญญู หรือป่าน ทะลุฟ้า กล่าวว่า พวกเราขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่ากระบวนการพิจารณาคดีดังกล่าว ไม่อาจยอมรับได้ เพราะขาดซึ่งความเป็นธรรมอย่างยิ่ง ทั้งนี้ กฎหมายได้ระบุให้กระบวนการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ใช้ระบบไต่สวน ซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลมีโอกาสแสวงหาข้อเท็จจริงเข้าสู่กระบวนการพิจารณา เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แม้กระบวนการพิจารณาคดีจะไม่ได้กำหนดให้ศาลต้องเปิดเผยพยานหลักฐาน ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายรับทราบ เพื่อยืนยันหรือโต้แย้ง แต่กระนั้นก็ดี ในระบบการวินิจฉัยคดีด้วยการไต่สวนหลักการสำคัญประการหนึ่ง ได้แก่ การมีข้อสรุปข้อเท็จจริงในสายตาของศาลให้คู่กรณีทราบ เพื่อโต้แย้งก่อนการตัดสินคดี อันปรากฏในศาลที่ใช้ระบบไต่สวนทั้งหลาย ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกความทั้งสองฝ่ายสามารถเข้าถึงพยานหลักฐานที่ศาลรวบรวม และสามารถโต้แย้งพยานหลักฐานดังกล่าวได้ อันจะเป็นการทำให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมแก่การพิจารณาคดี
ในกระบวนการพิจารณาคดีที่เกิดขึ้น ไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการไต่สวน แม้จะมีการขอร้องแล้วก็ตาม พวกเราจึงไม่อาจทราบถึงพยานหลักฐานที่ศาลรวบรวมได้ ไม่มีโอกาสในการยืนยันหรือหักล้างข้อเท็จจริงที่ศาลมีอยู่ พวกเราจึงขอยืนยันว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่อาจยอมรับได้ เพราะขาดซึ่งความเป็นธรรมอย่างยิ่งด้วยกระบวนการพิจารณาคดี

จากนั้น ตัวแทนกลุ่มศาลายาเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่ม Supporter Thailand (SPT) อ่านแถลงการณ์ต่อไปว่า
นอกจากประเด็นดังกล่าว ด้านการออกคำสั่งของศาล ด้วยความเคารพต่อรัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดของรัฐ เราขอยืนยันว่า พวกเราไม่อาจยอมรับในคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญนี้ได้ เนื่องจากได้มีคำสั่งว่าให้ผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 รวมทั้งกลุ่มองค์กรเครือข่าย เลิกการกระทำดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ถือเป็นการใช้อำนาจสั่งการล่วงล้ำสู่แดนแห่งอนาคต และเป็นการขยายขอบเขตคำสั่ง นอกเหนือไปจากตัวผู้ถูกร้อง สู่บุคคลอื่นอย่างไม่มีประมาณ
การออกคำสั่งดังกล่าว ถือเป็นการใช้อำนาจที่เกินขอบเขต ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรค 2 เป็นเหตุให้คำสั่งนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พวกเราขอยืนยันว่า พวกเราไม่อาจฝืนปฏิบัติตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้ เพราะหากพวกเราปฏิบัติตาม ย่อมหมายความว่า เราไม่เคารพต่อรัฐธรรมนูญอันตั้งตระหง่าน และมีสถานะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
ทั้งนี้ พวกเราขอส่งสารนี้ด้วยความห่วงใย ถึงศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นกัลยาณมิตรว่า การตัดสินให้การเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันที่เกิดขึ้นด้วยความสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ เป็นการล้มล้างการปกครอง ผิดกับการวินิจฉัยคดีรัฐประหาร ซึ่งเป็นการใช้กำลังทหารยึดอำนาจการปกครอง ตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ฉีกรัฐธรรมนูญโดยชัดเจน แต่กลับมีการรับรองความชอบธรรมแก่การกระทำดังกล่าวนั้น อันเป็นการหันหลังแก่หน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี พวกเรายังเชื่อมั่นว่า ไม่สายเกินไปหากท่านจะพิจารณาถึงข้อห่วงใยดังกล่าว และปรับปรุงแก้ไขการวินิจฉัย เพื่อให้คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญกลับเข้าสู่ครรลองตามขอบเขตของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่สถิตแห่งการอำนวยความยุติธรรม ความเป็นธรรม และเป็นที่พึ่งสุดท้ายแก่มหาชนทั้งหลายได้อย่างแท้จริง
นายธัชพงศ์ หรือบอย กล่าวว่า เราขอเน้นย้ำอย่างบริสุทธิ์ใจว่า ข้อเรียกร้องต่อการปฏิรูปสถาบันทั้ง 10 ข้อ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ ในทางกลับกัน พวกเรากลับเห็นว่าการปฏิรูปสถาบันฯ ย่อมส่งผลเป็นการธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง และเป็นเหตุให้สถาบันธำรงสถาพรขึ้น ควบคู่กับสถาบันประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็น ตามครรลองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง
“และด้วยเหตุนี้ เราจึงขอยืนยันในการเสนอปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ พวกเราขอยืนยันด้วยจิตอันเป็นประโยชน์แห่งมหาชนเป็นที่ตั้งว่า หนทางที่ดีที่สุดในการธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งสถาบันฯ ไม่ใช่กลไกทางกฎหมาย หรือความรุนแรง เป็นเครื่องกดปราบ หรือพยายามสร้างสังคมแห่งความหวาดกลัว แต่คือการพยายามร่วมมือกันจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม ทุกความคิดทางการเมือง ทั้งฝ่ายประชาธิปไตย และอนุรักษนิยม จากทุกองคาพยพของรัฐ องค์กรนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ องค์กรอิสระ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมกันผลักดันให้การปฏิรูปสถาบันฯ สามารถดำเนินไปจนประสบผลสำเร็จสถาพรได้จริง จะเป็นการธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงและเป็นเหตุแห่งความเจริญวิวัฒน์ ควบคู่กับสถาบันประชาชนอย่างสง่างาม ตามระบอบประชาธิปไตยฯ อํานาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจสูงสุดของรัฐ สถิตอยู่ที่ประชาชนอย่างแท้จริง” นายธัชพงศ์กล่าว

ตัวแทน ศาลายาเพื่อประชาธิปไตยกล่าวว่า ฟ้าดินทั้งหลายโปรดเป็นพยานรับรู้เถิดว่า เมื่อใดก็ตามที่บ้านเมืองนั้นไร้ขื่อแป ราษฎรพบแต่ความทุกข์ร้อน แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับมีแต่พวกกังฉินคดโกง ไม่ซื่อตรงต่อประชาชน แลเป็นเครื่องมือของเผด็จการ แทนที่ผู้คนเหล่านี้จะขจัดทุกข์ บำรุงสุขราษฎร แต่ก็มิแยแสถึงความเดือดร้อนของราษฎรผู้ทุกข์ร้อนอยู่ทุกหย่อมหญ้า ซ้ำยังตราหน้าราษฎรผู้ยึดมั่นในระบอบการปกครองให้กลายเป็นกบฏ บัดนี้เองนั้น พวกเราขอถือโอกาสนี้ประกาศแด่ประชาชนผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยทุกท่านว่า
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 นี้ เราขอเชิญชวนประชาชนชาวไทย ผู้บริบูรณ์พร้อมด้วยศักดิ์ศรี สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคทุกท่าน ทุกความคิดทางการเมือง ทั้งฝ่ายประชาธิปไตย และอนุรักษนิยม ทุกช่วงวัย ทุกชนชั้น ทุกสาขาอาชีพ โปรดมารวมตัวพร้อมกัน ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อประกาศเจตจำนงยืนยันว่า การปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ ไม่ได้เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการล้มล้างการปกครอง ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่เป็นการยืนยันว่า การปฏิรูปดังกล่าวเป็นไปเพื่อการธำรงระบอบการปกครอง อันมีอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งประมุข
ขอยืนยันด้วยใจอันตั้งมั่นว่า การปฏิรูปสถาบัน ย่อมส่งผลให้การพิทักษ์ระบอบการปกครอง มิให้เหล่าชนนั้นนำอ้างความจงรักภักดี เพื่อหมุนกงล้อประวัติศาสตร์กลับคืนสู่ระบอบจำแลงได้


