“จตุพร” ระบุ ประเทศจะนับหนึ่งต่อได้ หากประเทศเป็นปชต. – ขจัดอคติให้หมดไป
เมื่อวันที่ 30 กันยายน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวทางเฟสบุ๊กไลฟ์ ว่า 3 วันก่อนถอนประกัน กับมุมมองการเมืองไทย ว่า ตนไม่รู้ชะตากรรมว่าอะไรจะเกิดขึ้นจากนี้ แต่ยืนยันและยึดมั่นแนวทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยท่ามกลางข้อกล่าวหาอยู่ตลอด ยังมีสติในวินาทีที่จะสูญสิ้นอิสรภาพ หรือใกล้ช่วงเวลาของการรอความตายเกิดที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตนเชื่อว่าการกวาดล้างทางการเมืองยังเดินหน้าต่อไป แต่ไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่าการต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ที่ผ่านมาประเทศเราล้าหลังเพราะความไม่มีเสถียรภาพที่มั่นคงเรื่องระบอบประชาธิปไตย ตรงข้ามกับบางประเทศเมื่อเขาสลัดเผด็จการออกไปได้ ประเทศก็เติบโตทางเศรษฐกิจและการยอมรับในเวทีนานาชาติ เช่น ประเทศอินโดนีเซียที่ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชัน ยังกลายเป็นประเทศที่โปร่งใสมากที่สุด เมื่อประชาชนเลือกผู้นำที่ถูกต้องมาบริหาร ประเทศเมียนมาที่กล้าเปลี่ยนแปลงจนกลับมายืนอยู่บนเวทีโลกได้เพราะความมุ่งมั่นในแนวทางประชาธิปไตย เป็นต้น
นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยหลายคนวิตกเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ซึ่งเดิมเจตนาของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เห็นควรทำในวาระแรก แต่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ได้ทุกวาระภายในเวลา 5 ปี หรือสองสมัย เท่ากับ 8 ปี ที่จะเลือกนายกฯคนนอกกี่ครั้งก็ได้โดยไม่จำกัด ซึ่งเรื่องนี้ไม่เหนือความคาดหมายที่ตนคิดไว้ตั้งแต่แรก และจากนี้มองว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเหลืออดีตส.ส.รอดอยู่กี่คน เพราะหากไม่ถูกดำเนินคดีใดก็คดีหนึ่ง อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์มี 15 คดี อดีตส.ส.พรรคร่วมกว่า 300 ชีวิต ก็ไม่น่าจะแตกต่างกัน เมื่อเป็นดังนั้น ประเทศนี้จะเต็มไปด้วยคนล้มละลาย มีการตามไล่ยึดทรัพย์เต็มไปหมด แต่เรื่องเหล่านี้ยังนับเป็นเรื่องเล็กกว่าความไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะถ้าเป็นประชาธิปไตย คนที่ถูกกล่าวหาในเรื่องเหล่านี้ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีอย่างยุติธรรมและเสมอภาคได้ สิ่งที่ตอกย้ำให้สังคมเห็นคืออีกฝ่ายที่มีพฤติการณ์ชัดเจนหลายเรื่อง แต่ทำไมไม่ต้องคดีในลักษณะเดียวกันบ้าง เช่น ป.ป.ช.เล่นงานอดีตประธานรัฐสภาทำหน้าที่ไม่เป็น กลาง จึงเกิดคำถามกลับว่าป.ป.ช.เป็นกลางแล้วหรือยัง อย่างไรก็ตามท่ามกลางความแตกต่าง ทั้งเรื่องนิติรัฐ นิติธรรม และธรรมาภิบาล มีการสร้างวิกฤตเทียม และใช้จริยธรรมกับบางฝ่ายจนสร้างความคลางแคลงใจเกิดขึ้นประเทศเราก็จะหนีวังวนของปัญหาไปไม่ได้ เพราะนายกรัฐมนตรีที่เหมือนเข้าสู่ลานประหาร อดีตรัฐมนตรีไม่รู้ว่าจะกลายเป็นบุคคลที่ถูกยึดทรัพย์หรือไม่ ดังนั้นตนเชื่อว่าถ้าทำให้อคติหมดไป ประเทศไทยก็จะนับหนึ่งต่อไปได้

